ข่าวแวดวงปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์เตรียมวางแนวทางการเคลื่อนย้ายน้ำนมดิบสำหรับศูนย์รวมนมฯ ไม่กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อย ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 เพื่อความปลอดภัยผู้บริโภค (128/2564)

เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออก เผยสภาวะอากาศร้อน-ภัยแล้ง-อากาศแปรปรวณ ส่งผลหมูอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย ทำให้อัตราเสียหายเพิ่มมากกว่า 10% ต้นทุนซื้อน้ำ-ค่าไฟ-ค่าเวชภัณฑ์เพื่อการป้องกันโรคเพิ่มกว่า 100 บาทต่อตัว ซ้ำต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่ม

 

นายเสน่ห์ นัยเนตร ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การปศุสัตว์ภาคตะวันออก จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์การเลี้ยงสุกรว่า จากปัญหาอากาศร้อนและภัยแล้งจนถึงอากาศแปรปรวนตลอดทั้งวันในปัจจุบัน บางพื้นที่ร้อนอบอ้าวจนถึงมีฝนตกจากพายุฤดูร้อน ทำให้สัตว์ปรับสภาพร่างกายไม่ทัน เกิดความเครียด กินอาหารน้อยลง ร่างกายอ่อนแอและอาจเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น การเติบโตช้าลง พบว่าอัตราการสูญเสียในฟาร์มจากภาวะอากาศดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 10% ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรต่างพยายามป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร เพื่อไม่ให้โรคนี้เข้ามาทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทยได้ ความพยายามในการป้องกัน ASF ของเกษตรกรทุกคนทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวที่ปลอดโรคนี้ แม้ว่าเกษตรกรต้องมีต้นทุนเพิ่มแต่ก็ยินดีปฏิบัติตามมาตรฐานการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่ภาครัฐแนะนะ พบว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 บาท ทั้งจากการใช้ยาฆ่าเชื้อพ่นป้องกันทุกวันๆละ 2 ครั้ง และค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรงงาน

 

 

อ่านต่อเพิ่มเติม >>https://www.ryt9.com/s/prg/3130083

แหล่งที่มา RYT9 ข่าวปศุสัตว์

ผู้เลี้ยงบ่นอุบ "12 พ.ค." พ่อค้าไข่ไก่ปรับราคาลดลงอีก 20 สตางค์ เหลือ 2.40 บาท จนกว่าจะเปลี่ยนราคา "มาโนช" โอดกรรมของคนเลี้ยงช่วงไข่ล่องหนก็โดนกล่าวหาว่ากักตุนตรวจฟาร์มทุกวัน ไล่จับราวกับโจร ตอนไข่ราคาถูกหายหมด

พลิกย้อนไปเมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไทยเกิดวิกฤติไข่ไก่ 40 ล้านฟอง/วัน จู่ก็หายออกไปจากตลาดโดยไม่ทราบสาเหตุจนทำให้ กระทรวงพาณิชย์ต้องใช้ยาแรงห้ามส่งออกไข่ไก่ ตรวจสต็อกไข่ไก่ ใครขายแพง กักตุน มีโทษจับคุก มีสถิติการจับกุมเป็นรายวัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาตรการห้ามการส่งออกไข่ไก่สดไปนอกราชอาณาจักรสิ้นผลใช้บังคับแล้ว ซึ่งส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการส่งออกไข่ไก่สดไปนอกราชอาณาจักรได้ตามปกติแล้ว

แหล่งข่าวผู้เลี้ยงไข่ไก่ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ ได้ขอแจ้งราคาแนะนำไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มเกษตรกร วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 ราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ฟองละ 2.40 บาท  ปรับลดลงมา 20 สตางค์ จากราคาก่อนหน้านี้ 2.60 บาทต่อฟอง ทั้งนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงราคา ทางสมาคมจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

 

แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

 

 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ย้ำมาตรฐานปศุสัตว์ไทยแกร่ง ไม่เคยพบหมู-ไก่เป็นเอดส์ในทุกพื้นที่ ชี้ข้อความที่ส่งต่อในโลกโซเชียล เป็นข่าวเท็จที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่ปี 2551 และมีการวนกลับมาแชร์กันทุกปี เตือนหยุดโพสต์หยุดแชร์ข่าวลวงผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โทษหนักทั้งจำทั้งปรับ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ย้ำมาตรฐานปศุสัตว์ไทยแกร่ง ไม่เคยพบหมู-ไก่เป็นเอดส์ในทุกพื้นที่ ชี้ข้อความที่ส่งต่อในโลกโซเชียล เป็นข่าวเท็จที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่ปี 2551 และมีการวนกลับมาแชร์กันทุกปี เตือนหยุดโพสต์หยุดแชร์ข่าวลวงผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โทษหนักทั้งจำทั้งปรับ

 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะ LINE กลุ่มต่างๆ มีการนำข้อความเท็จเรื่องหมูไก่เป็นเอดส์ วนกลับมาแชร์กันอีกครั้ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่มีมูลความจริง เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นแล้วส่งต่อกันตั้งแต่ปี 2551 ที่เกิดจากผู้ไม่หวังดีคิดทำลายภาคอุตสาหกรรม ส่วนที่ข้อความยังถูกส่งต่ออีก คาดว่าเป็นเพราะข้อความเท็จนี้น่าจะฝังอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ต หรืออาจมีขบวนการจ้องทำลายเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเจตนาทำร้ายเกษตรกรไทย

 

“ปัจจุบันมีวิกฤติโควิด-19 ที่สร้างความหวั่นวิตกให้กับทุกฝ่ายและส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนและเศรษฐกิจของชาติอยู่แล้ว ขอให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหยุดส่งต่อข้อมูลเท็จ โดยเฉพาะเรื่องหมูไก่เอดส์ที่ส่งต่อๆกันมายาวนานกว่า 12 ปี เพราะมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในประเด็นนี้มาแล้ว เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 โดยผู้กระทำผิดสารภาพศาลจึงมีคำสั่งปรับ 5 หมื่นบาท โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี และให้บริการสังคม 24 ชั่วโมง” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

 

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มีมาตรการเฝ้าระวังโรคติดต่อในสัตว์ ทั้งหมูและสัตว์ปีกอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องมาโดยตลอด และไม่เคยพบกรณีหมู-ไก่เป็นเอดส์ในทุกพื้นที่ จึงขอให้เกษตรกรและประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก และไม่ควรแชร์ข้อความที่ไม่เป็นความจริงดังกล่าวอีกต่อไป เนื่องจากส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทย ที่มีมาตรฐานการผลิตในระดับสากล และกระทบกับผู้บริโภคในวงกว้าง ขณะเดียวกัน หากพบการส่งต่อข้อความดังกล่าวขอให้ช่วยกันเก็บหลักฐาน และส่งมายังกรมปศุสัตว์ ผ่าน application "DLD 4.0" เพื่อเอาผิดกับกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่อไป./

 

 

 

แหล่งที่มา : คณะทำงานโฆษกกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วิกฤติโคโรนา-อหิวาต์แอฟริการะบาด ดันส่งออกไก่-หมูไทยพุ่ง 12 โรงงานแปรรูปไก่ลุ้นจีนไฟเขียวผ่านรับรองเพิ่ม ช่วยดันตัวเลขโตเท่าตัว ขณะกัมพูชาออร์เดอร์หมูเพิ่ม 6,500 ตัวต่อวัน ผู้เลี้ยงลงขัน 100 ล้าน ป้องกันโรคเต็มที่

คณะผู้บริหาร VICTAM Corporation และ VIV worldwide ประกาศการจัดงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia 2020 เป็นวันที่ 9-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

การตัดสินใจในครั้งนี้เป็นผลมาจากสถานการณ์ของ COVID-19 ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 39 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีนัยสำคัญว่า การประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในหลากหลายภูมิภาคและระดับโลก และได้เพิ่มระดับการระบาดรุนแรงขั้นสูง ไปสู่ขั้นวิกฤต

VICTAM และ VIV ผลึกกำลังผลักดันงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia เปิดตัวงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ สุขภาพและโภชนาการสัตว์ครบวงจรครั้งแรกของเอเชีย 

            VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia 2020 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ สุขภาพและโภชนาการสัตว์ครบวงจรครั้งแรกของเอเชีย พร้อมเปิดปรากฎการณ์ความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่จากสองผู้จัดงานมืออาชีพ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24- 26 มีนาคม 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค พบกับผู้เข้าร่วมแสดงงานกว่า 400 ราย บนพื้นที่จัดแสดงงานกว่า 17,800 ตร.ม. พร้อมตอบโจทย์ผู้เข้าเยี่ยมชมงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ไปจนถึงเรื่องของสุขภาพสัตว์ และเวชภัณฑ์สัตว์ นอกจากนี้ ภายในงานยังนำเสนอหลากหลายงานประชุมและงานสัมมนาโดยวิทยากรชั้นนำจากนานาประเทศ ด้วยหัวข้องานสัมมนาที่หลากหลายและครอบคลุม เพื่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเทคโนโลยีผลิตอาหารสัตว์ สารอาหารและโภชนาการสัตว์ ตลอดจนสุขภาพสัตว์แบบเต็มอิ่ม

 

          สำหรับผู้เข้าชมงานจะได้เยี่ยมชมงานอย่างจุใจด้วยพื้นที่การจัดงาน 3 ฮอลล์แสดงสินค้า เพื่ออัปเดทและเจรจาธุรกิจในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยท่านจะได้พบปะกับผู้เชี่ยวชาญในวงการ กลุ่มผู้ซื้อรายสำคัญมากกว่า 9,000 ราย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเจ้าของกิจการ CEOs, นักพัฒนาสูตรอาหารสัตว์, ผู้จัดการโรงสี,นักโภชนาการ, ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ, สัตว์แพทย์, สถาบันการศึกษา, และอื่นๆอีกมากมาย 

         “ประเทศไทย เป็นหนึ่งในพื้นที่การจัดงานที่เราไว้วางใจและเชื่อมั่นในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานของภูมิภาคเอเชียมานานกว่า 30 ปี ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยมีตลาดการค้าที่มีศักยภาพในแง่ของการลงทุน ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายที่มีคุณภาพ” Sebas van den Ende, ผู้จัดการทั่วไปของ Victam International กล่าว งาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia 2020 ได้ถูกออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจสำคัญต่างๆ ในอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายทั้งตลาดในประเทศไทยและตลาดที่สำคัญทั่วโลก เรามีการสร้างแคมเปญ “Industry Leaders Program” ซึ่งเป็นแคมเปญที่จะคัดสรรกลุ่มผู้ซื้อรายสำคัญจากทั่วอุตสาหกรรมมากถึว 150 ราย โดยเรียนเชิญให้มาเป็นแขกคนพิเศษเพื่อมาเยี่ยมชมงานพร้อมด้วยสิทธิพิเศษต่างๆอีกมากมาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการภายในงาน” Heiko M. Stutzinger ผู้อำนวยการ VIV worldwide และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค กล่าวเสริม

 

คณะผู้จัดงานได้มีการประชาสัมพันธ์การจัดงานในครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดงานแถลงข่าวที่ประเทศพม่า ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา จนกระทั่งการมาถึงการจัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia 2020 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 มกราคม ที่โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ


          ภายในงานแถลงข่าว คุณ Sebas van den Ende และ คุณ Heiko M. Stutzinger ยังได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ รวมถึงเล่าถึงที่มาของความร่วมมือระหว่าง VICTAM และ VIV และสิ่งที่น่าสนใจภายในงาน รวมถึงมีการนำเสนอตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาจัดแสดงงานจากผู้เข้าร่วมแสดงงานบางส่วนด้วย 


          พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2563 ณ บริเวณ V-Square ใน ฮอลล์ 100-101 ที่ไบเทค ตั้งแต่เวลา 10.30 – 11.30 น. ซึ่ง V-Square จะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ใหม่ในปีนี้ บริเวณ V-Square เป็นเสมือนเวทีที่จัดสรรไว้เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในช่วงจัดงาน ไม่ว่าจะเป็น พิธีเปิดงาน งานเลี้ยงรับรอง และ เลานจ์สำหรับแขก VIP ทางผู้จัดงานได้ตั้งชื่อบริเวณนี้ว่า V-Square มาจากตัว V ของ VICTAM และ VIV พันธมิตรทั้ง 2 ของการจัดงานในครั้งนี้ 


          ในงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia มีการจัดประชุมและสัมมนาทางเทคนิคที่มีคุณภาพมากมายในด้านของเทคโนโลยีผลิตอาหารสัตว์ สารอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์  ตั้งแต่หัวข้อแนวโน้มและทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ ,ความยั่งยืนของอาหารสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงมุมมองเกี่ยวกับการทำงานและโภชนาการของโปรตีนจากแมลงและยาปฏิชีวนะทางเลือก นี่เป็นหัวข้อส่วนหนึ่งที่จะทำให้เห็นว่ามางานเดียว ท่านจะสามารถอัพเดทข่าวสารความรู้ใหม่ๆ ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมตลาดจนเทรนด์ใหม่อย่างแท้จริง ภายในงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia จะมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมมากมาย อาทิ Andritz, Biomin, Buhler, DSM, Famsun, Impextraco, Kemin, K-PRO, Trouw Nutrition, Van Aarsen 


          อนึ่งจากความสำเร็จของการร่วมมือกันจัดงานที่กรุงเทพแล้ว ทั้ง VICTAM และ VIV worldwide ยังสานต่อความร่วมมือยกระดับการจัดงานแสดงสินค้าครั้งสำคัญต่างทวีป โดยงาน VICTAM International exhibition และ VIV Europe 2022 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน 2565 ณ Jaarbeurs เมืองอูเทรคต์ (Utrecht) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ในงานแถลงข่าวที่กรุงเทพที่แรกของโลก


          คณะผู้จัดงานทั้ง VICTAM และ VIV พร้อมอย่างยิ่งที่จะต้อนรับผู้เข้าชมงานทุกท่าน ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 มีนาคม 2563  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของงานและผู้จัดงานแนะนำให้ท่านลงทะเบียนล่วงหน้าทางออนไลน์เพื่อรับบัตรเข้าชมงานได้อย่างรวดเร็วได้ที่เว็บไซต์ www.victamasia.com  และ www.vivhealthandnutrition.nl

 

 

 

 

แหล่งที่มา : คมชัดลึก

 

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือการค้าเพื่อส่งออกโคเนื้อไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายอำพันธุ์   เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นายสมชาย ดวงเจริญ ผู้ประกอบการบริษัท LS trading export import Co Ltd ฝ่ายลาว และนายหยางเจียง ผู้จัดการบริษัท LS chengkang ฝ่ายจีน  ณ ห้องประชุม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การหารือกันในวันนี้ ทั้ง 3 ฝ่าย ต่างมีความยินดีในการค้าโคเนื้อร่วมกัน

 

             อย่างไรก็ตามไทยกับจีนยังไม่สามารถเจรจาการค้าได้โดยตรง จึงใช้บริษัทของลาว ซึ่งเป็นบริษัทลูกจากจีนเป็นตัวกลางในการส่งต่อโคเนื้อของไทย พร้อมกันนี้ จีนได้กำหนดคุณสมบัติของโคที่จะรับซื้อดังนี้

  1. จะต้องเป็นลูกผสมอเมริกันบราห์มัน หรือลูกผสมยุโรปทุกสายพันธุ์ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 350 – 400 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่งออก วันละ 2,000 ตัว โดยลาวจะนำโคจากไทยไปเลี้ยงต่ออีก 45 วัน ที่คอกโคขุนเพื่อเตรียมน้ำหนักของโค จากนั้นเข้าคอกกักกันโรคอีก 30 วัน รวม 75 วัน จึงจะสามารถส่งข้ามไปจีนได้
  2. กรมปศุสัตว์มีหน้าที่ตรวจสารเร่งเนื้อแดง และ โคต้องไม่มีรอยโรคปากและเท้าเปื่อย
  3. สัตวแพทย์ สปป.ลาว จะเดินทางมาตรวจคอกกักสัตว์ที่ไทยก่อนมีการส่งออก
  4. ให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมไทย ลาว เพื่อดำเนินการต่อไป

 

        “สำหรับบทบาทหน้าที่ของไทย จะวางแผนเตรียมการในกระบวนการผลิต การรวมกลุ่มเกษตรกร หาพื้นที่เพื่อวางฐานการผลิต ซึ่งขณะนี้ได้มีนโยบายที่จะให้มีคอกขุนกลาง เลี้ยงโคจำนวน 1,000 ตัวในพื้นที่เป้าหมายแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นทั้งคอกขุนในช่วงที่ต้องเพิ่มน้ำหนักโคให้ได้ตามคุณสมบัติที่จีนกำหนด ขณะเดียวกันต้องเป็นคอกมาตรฐานกักกันโรค และได้มารตฐานฟาร์มโคเนื้อเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศอีกด้วย” นายประภัตร กล่าว

 

 

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

          เว็บไซต์คมชัดลึก

     นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายมาตรการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever) ของประเทศไทยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบันได้มีการระบาดใน 18 ประเทศ หลายภูมิภาคทั่วโลก สำหรับทวีปเอเชียพบการระบาดครั้งแรกที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมามีรายงานการระบาดที่ประเทศมองโกเลีย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งสถานการณ์การระบาดของโรคในแต่ละประเทศยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้าสู่ประเทศมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว การค้าขาย การขนส่งสินค้า ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่มีข้อจำกัดด้านชายแดนที่มีระยะทางยาว เป็นต้น รวมถึงความต้องการสุกรและผลิตภัณฑ์สูงขึ้น ส่งผลให้มีการลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์สุกรโดยนักท่องเที่ยวตามแนวชายแดน

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ภาพจาก : http://aqi.dld.go.th/webnew/index.php/en/service-menu/stat-report/19-news-cat/royal-cat/118-african-swinefever

 


     อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ได้เข้มงวดจับกุมการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ซากสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรที่นักท่องเที่ยวนำมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2561 จนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2562 ได้มีการตรวจยึดการลักลอบเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากสุกร 344 ครั้ง และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการปนเปื้อนสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร 59 ตัวอย่าง

     นายลักษณ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้างการบริหารจัดการและขับเคลื่อนมาตรการ โดยจัดให้มีคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุมและกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแห่งชาติ ประกอบด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ และภาคเอกชน และ 2) แผนการดำเนินงานและแผนใช้จ่ายงบประมาณในการดำเนินงาน โดยแผนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนเผชิญเหตุการระบาด ระยะเผชิญเหตุการระบาด และระยะภายหลังเผชิญเหตุการระบาด ซึ่งมีแผนใช้จ่ายงบประมาณในปี 2562 - 2554 ในการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 148,542,900 บาท

    นอกจากนี้ การดำเนินการตามแผนเตรียมความพร้อมดังกล่าว ยังแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน โดยจะดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค และระยะยาว โดยจะยกระดับมาตรการการควบคุมป้องกันโรคให้มีมาตรฐานสากล โดยจัดสร้างโรงทำลายซากสัตว์ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีความคงทนในสภาพแวดล้อมสูง อีกทั้งหากทำลายโดยการฝังจะต้องใช้พื้นที่จำนวนมากและการดำเนินการทำลายเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีโอกาสที่เชื้อจะตกค้างและแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม หรือหากทำลายโดยวิธีการเผาจะก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีวิธีการกำจัดซากที่ติดเชื้ออย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว อีกทั้งหากกรณีไม่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ยังสามารถใช้ในการกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อของโรคระบาดอื่น ๆ ได้อีกด้วย จึงถือเป็นมาตรการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืน

"ขอยืนยันว่า ยังไม่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโรคดังกล่าวจะไม่ติดต่อสู่คน แต่โรคนี้มีความรุนแรงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มีการประกาศเขตเฝ้าระวังในพื้นที่เขตจังหวัดชายแดนทั้งหมด 16 จังหวัดทั่วประเทศ และแผนการดำเนินการป้องกันโรคดังกล่าว ยังได้นำสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถสกัดกั้นโรคนี้ไม่ให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้" นายลักษณ์ กล่าว

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq03/2980212

 

 

pic01

         

        ครม. เห็นชอบแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของประเทศไทยเป็นวาระแห่งชาติตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอแล้ว ล่าสุดระบาดจากจีน สู่เวียดนาม เข้ากัมพูชา โรคนี้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสุกร หากติดเชื้อไวรัสพาหะ อัตราการตายของสุกรเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องเตรียมพร้อมเต็มที่ป้องกันความเสียหายต่อเกษตรกรที่เลี้ยงสุกร รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท

        นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้นำเสนอให้ครม. พิจารณาเรื่องดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) แพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน พบการระบาดใน 17 ประเทศได้แก่ ทวีปยุโรป 10 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 4 ประเทศ โดยในทวีปเอเซียมีรายงานการระบาดครั้งแรกที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 61 ต่อมาพบที่ประเทศมองโกเลีย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ล่าสุดพบในราชอาณาจักรกัมพูชาแล้ว มีรายงานการทำลายสุกรในจีน 950,000 ตัว มองโกเลีย 2,992 ตัว เวียดนาม 46,600 ตัว ส่วนที่กัมพูชาเพิ่งพบการติดเชื้อ ประมาณการความเสียหายเบื้องต้นมูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท

       ครม. อนุมัติแผนใช้จ่ายงบประมาณในการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรควงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 148,542,900 บาท โดยปีงบประมาณ 62 เป็นเงิน 53,604,900 บาท ใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในปีงบประมาณ 63 เป็นเงิน 52,419,000 บาท และปีงบประมาณ 64 เป็นเงิน 42,519,000 บาท โดยดำเนินการระยะเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค สำหรับระยะยาวให้ยกระดับมาตรการการควบคุมป้องกันโรคให้มีมาตรฐานสากล โดยจัดสร้างโรงทำลายซากสัตว์ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อ ASF คงทนในสภาพแวดล้อมสูง อีกทั้งหากทำลายโดยการฝังจะต้องใช้พื้นที่จำนวนมากและการดำเนินการทำลายเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีโอกาสที่เชื้อจะตกค้างและแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม หรือหากทำลายโดยวิธีการเผาจะก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีวิธีการกำจัดซากที่ติดเชื้ออย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้างต้น

 

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >> http://www.dld.go.th/th/index.php/th/newsflash/341-news-hotissue/19051-hotissue-25620409-1 

แหล่งที่มา : เว็บไซต์กรมปศุสัตว์

หมวดหมู่รอง

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

 

 

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

8 พฤษภาคม 2561 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ - ผู้เลี้ยงสุกรทั่วไทย 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ครบรอบการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตครบ 200 ปี หลังเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 พิธีไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไทย โดยใช้หัวหมูรวมจำนวน 4,247 หัว จะเป็นหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของวงการสุกรไทย ที่มีพัฒนาการการเลี้ยงสู่ระดับโลก แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะต้องช่วยกันนำพากันสู่อาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ให้เป็นมรดกการทำกินตกทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน นอกเหนือจากการสร้างอาหารปลอดภัยให้ประชากรของชาติ

ความพยายามเปิดตลาดเนื้อสุกรสู่ประเทศไทยที่มีมากอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกา โดยอาจมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ จนอาจกลายเป็นการสร้างปมบาดหมางกันระหว่างพลเมืองของสองประเทศ ที่มีบริษัทข้ามชาติของสหรัฐมาประกอบธุรกิจและได้รับการอุดหนุนด้วยดีเสมอมากับพลเมืองของไทย  

ในพิธีครั้งนี้นอกเหนือจากการไหว้สักการะและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้นำภูมิภาค พร้อมกันนี้จะมีการหนังสือถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์           ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC) และท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วย  โดยเน้นให้มองลึกถึงมิตรภาพและการไม่เปิดตลาดโดยมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เนื้อหาให้จดหมายภาษาอังกฤษจะเป็นดังนี้ :

เรียน   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์
          ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)
          สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC)
ผ่าน    ท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

          เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ได้ติดตามความพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา และความพยายามช่วยเหลือการค้าเนื้อสุกรของเกษตรกรสหรัฐ โดยการเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) มาเป็นระยะหลายปี

          ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จักกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่มีผลผลิตสุกรท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศประมาณกว่าร้อยละ 5 ในแต่ละปี และไม่ปรากฏว่าขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากสุกรแต่ประการใดในทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรไทยและภาครัฐร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการเป็นอุตสาหกรรมเลี้ยงชีพของพลเมืองไทย โดยดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์ เพื่อเกษตรกรของประเทศและอาหารปลอดภัยของประชากรไทย

          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเป็นเสาหลักของการบูรณาการการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์โดยเป็นห่วงโซ่อุปทานของทั้งต้นน้ำและปลายน้ำตามลำดับ เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมสุกรและเนื้อสุกรของสหรัฐและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรมพืชอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ บริษัทเวชภัณฑ์สัตว์ และเป็นการสร้างผลบวกต่อดุลการค้าของประเทศ ซึ่งห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงสุกรของไทยก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมสุกรของโลก

          บริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการต้อนรับและสนับสนุนด้วยดีจากคนไทยซึ่งกว่าร้อยละ 25 เป็นประชากรจากภาคเกษตรกรรมที่รวมไปถึงประชากรที่อยู่ในภาคปศุสัตว์ เช่น อุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ฯลฯ

          ถ้ารัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อสภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐและผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ซึ่งมันจะเป็นภัยพิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยและกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนไทย จากการเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน กับ สหรัฐที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

          การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกแต่ไม่ใช่กระทำการในลักษณะทำลายล้างมนุษยชาติด้วยกัน เพราะว่าการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพพื้นฐานของมนุษยชาติ ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยว่ามนุษยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจระหว่างประเทศ

          ผู้เลี้ยงสุกรไทยขอแนะนำสหรัฐว่าควรหยุดเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรส่งออกมายังประเทศไทยที่มีผลผลิตมากอย่างท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่มีการคัดค้านต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรไทย ผู้เลี้ยงสุกรไทยใคร่ขอให้ตระหนักบนพื้นฐานของมิตรภาพระหว่างพลเมืองสหรัฐอเมริกากับพลเมืองของไทย

 

ข้อมูลจาก : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย