ข่าวแวดวงปศุสัตว์

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

 

 

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

8 พฤษภาคม 2561 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ - ผู้เลี้ยงสุกรทั่วไทย 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ครบรอบการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตครบ 200 ปี หลังเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 พิธีไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไทย โดยใช้หัวหมูรวมจำนวน 4,247 หัว จะเป็นหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของวงการสุกรไทย ที่มีพัฒนาการการเลี้ยงสู่ระดับโลก แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะต้องช่วยกันนำพากันสู่อาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ให้เป็นมรดกการทำกินตกทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน นอกเหนือจากการสร้างอาหารปลอดภัยให้ประชากรของชาติ

ความพยายามเปิดตลาดเนื้อสุกรสู่ประเทศไทยที่มีมากอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกา โดยอาจมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ จนอาจกลายเป็นการสร้างปมบาดหมางกันระหว่างพลเมืองของสองประเทศ ที่มีบริษัทข้ามชาติของสหรัฐมาประกอบธุรกิจและได้รับการอุดหนุนด้วยดีเสมอมากับพลเมืองของไทย  

ในพิธีครั้งนี้นอกเหนือจากการไหว้สักการะและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้นำภูมิภาค พร้อมกันนี้จะมีการหนังสือถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์           ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC) และท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วย  โดยเน้นให้มองลึกถึงมิตรภาพและการไม่เปิดตลาดโดยมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เนื้อหาให้จดหมายภาษาอังกฤษจะเป็นดังนี้ :

เรียน   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์
          ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)
          สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC)
ผ่าน    ท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

          เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ได้ติดตามความพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา และความพยายามช่วยเหลือการค้าเนื้อสุกรของเกษตรกรสหรัฐ โดยการเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) มาเป็นระยะหลายปี

          ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จักกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่มีผลผลิตสุกรท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศประมาณกว่าร้อยละ 5 ในแต่ละปี และไม่ปรากฏว่าขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากสุกรแต่ประการใดในทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรไทยและภาครัฐร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการเป็นอุตสาหกรรมเลี้ยงชีพของพลเมืองไทย โดยดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์ เพื่อเกษตรกรของประเทศและอาหารปลอดภัยของประชากรไทย

          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเป็นเสาหลักของการบูรณาการการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์โดยเป็นห่วงโซ่อุปทานของทั้งต้นน้ำและปลายน้ำตามลำดับ เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมสุกรและเนื้อสุกรของสหรัฐและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรมพืชอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ บริษัทเวชภัณฑ์สัตว์ และเป็นการสร้างผลบวกต่อดุลการค้าของประเทศ ซึ่งห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงสุกรของไทยก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมสุกรของโลก

          บริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการต้อนรับและสนับสนุนด้วยดีจากคนไทยซึ่งกว่าร้อยละ 25 เป็นประชากรจากภาคเกษตรกรรมที่รวมไปถึงประชากรที่อยู่ในภาคปศุสัตว์ เช่น อุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ฯลฯ

          ถ้ารัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อสภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐและผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ซึ่งมันจะเป็นภัยพิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยและกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนไทย จากการเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน กับ สหรัฐที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

          การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกแต่ไม่ใช่กระทำการในลักษณะทำลายล้างมนุษยชาติด้วยกัน เพราะว่าการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพพื้นฐานของมนุษยชาติ ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยว่ามนุษยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจระหว่างประเทศ

          ผู้เลี้ยงสุกรไทยขอแนะนำสหรัฐว่าควรหยุดเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรส่งออกมายังประเทศไทยที่มีผลผลิตมากอย่างท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่มีการคัดค้านต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรไทย ผู้เลี้ยงสุกรไทยใคร่ขอให้ตระหนักบนพื้นฐานของมิตรภาพระหว่างพลเมืองสหรัฐอเมริกากับพลเมืองของไทย

 

ข้อมูลจาก : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย

 

11 สมาคมผู้ใช้อาหารสัตว์ ร้องรัฐบาลทบทวนมาตรการควบคุมนำเข้าข้าวสาลีในสัดส่วน 3:1 ด่วน พร้อมแจงมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงทำให้สังคมเข้าใจผิด หวังฉวยโอกาสเก็งกำไรจากราคาข้าวโพดของไทยสูง
 
จากสถานการณ์ราคาข้าวโพดในประเทศในขณะนี้ปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับราคาเนื้อสัตว์ทั้งในประเทศและตลาดโลกตกต่ำ  และกระทรวงพาณิชย์ประกาศมาตรการควบคุมการนำเข้าสาลีในอัตรา 3:1 (ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1ส่วน) เป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศ ส่งผลให้ห่วงโซ่ภาคปศุสัตว์ ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ต่อไปยังอุตสาหกรรมส่งออกเนื้อสัตว์ ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้นอย่างมาก การส่งออกไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ขณะที่ต้องแบกภาระขาดทุนสะสมต่อเนื่องจากปัญหาราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำ รัฐบาลจึงควรมีการทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี เพื่อแก้วิกฤติราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งออกของประเทศ
 
สำหรับ 11 สมาคมปศุสัตว์และสมาคมสัตวน้ำ ที่เป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯ ประกอบด้วย สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่
การส่งออก สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมกุ้งไทย และสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย
 
นายคึกฤทธิ์ อารีย์ปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้เนื้อสัตว์ทั้งเนื้อหมูและเนื้อประสบปัญหาขาดทุน จากราคาปรับตัวลดลงทั้งในประเทศและราคาในตลาดโลก ตามอุปสงค์-อุปทาน ซึ่งราคาต้นทุนไก่ในประเทศขณะนี้ 34บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 30-31บาทต่อกิโลกรัม อยู่ในภาวะขาดทุน
 
“การที่วัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาสูงขึ้น เป็นการซ้ำเติมภาคปศุสัตว์และการส่งออก เนื่องจากปัจจุบันไทยมีคู่แข่งมากมาย และปีหน้าแนวโน้มการแข่งขันจะสูงขึ้น ทั้งในอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดและข้าวสาลีที่สำคัญของโลก” นายคึกฤทธิ์ กล่าว
 
นายคึกฤทธิ์ ย้ำว่า ภาวะราคาเนื้อสัตว์ต่ำ ภาคปศุสัตว์ต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองโดยไม่ได้รับการปกป้องจากภาคส่วนใด ซึ่งจำเป็นต้องดูทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหารและให้การคุ้มครองอย่างเหมาะสม ไม่ควรมีข้อจำกัดที่เคร่งครัดมากจนไม่สามารถแข่งขันทั้งในอาเซียนและตลาดโลก การจำกัดการนำเข้าส่งออกจึงไม่ใช่ทางออกเดียว
 
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์ กล่าวว่า รัฐบาลอนุมัติให้มีการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขาดแคลนในประเทศ ซึ่งข้อเท็จจริงการนำเข้าข้าวสาลี 4 ล้านตัน จะต้องแบ่งออกตัวเลขการนำเข้าออกเป็นการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ และผลิตอาหารมนุษย์ ซึ่งปกติเกรดอาหารมนุษย์จะมีการนำเข้าปีละประมาณ 1 ล้านตันทุกปี ซึ่งการนำเข้าตามมาตรการ 3 : 1 มีการนำเข้าเกรดอาหารสัตว์ 10 เดือนอยู่ที่ 1.27 ล้านตัน เท่านั้น (ไม่ใช่ 2.1ล้านตัน)
 
นอกจากนี้ กรณีการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีจากประเทศยูเครนและ 14 ประเทศใกล้เคียง  กรมปศุสัตว์ได้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและยังไม่พบการปนเปื้อน โดยกำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนตามประกาศกระทรวงสาธารณะสุข
 
ในปี 2560 ประเทศไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 4.6 ล้านตัน เมื่อรวมกับการนำเข้าข้าวสาลีตั้งแต่ต้นปีจำนวน 1.27 ล้านตัน รวมแล้วมีวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารสัตว์เพียง 6 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 8.1 ล้านตัน
 
“ขณะนี้ ผลผลิตข้าวโพดในประเทศอยู่ในมือพ่อค้าหมดแล้ว และมาตรการคุมการนำเข้าข้าวสาลีทำให้เกษตรกรขาดแคลนวัตถุดิบ เป็นการฉวยโอกาสเก็งกำไรจากราคาที่สูงขึ้น 1.50 บาท ถ้าคิดจากส่วนที่เราขาดแคลนอยู่ 2ล้านตัน พ่อค้าจะได้กำไร 3พันล้านบาท” นายพรศิลป์ กล่าว
 
ทางด้านรายงานจากสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก กล่าวว่า อาหารสัตว์เป็นต้นทุน 60% ของการเลี้ยง ตอนนี้ราคาข้าวโพดสูงขึ้น 20% จากราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8 บาท
สูงกว่า 9.50 บาท ในขณะนี้ ทำให้ต้นทุนการสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่หมูเป็นทั้งตัวราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 42-45 บาท เท่านั้นและสามารถขายเนื้อได้ 50% ส่วนที่เหลือเป็นการขายซาก
 
ผู้เลี้ยงสุกรต้องแบกภาระขาดทุนมาต่อเนื่อง 3-4เดือนแล้ว ยังถูกบังคับให้ซื้อข้าวโพดในประเทศเพื่อนำเข้าข้าวสาลีตามมาตรการรัฐในสัดส่วน3:1ทำเราไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งมีข้าวสาลีจำนวนมาก
 
สถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นห่วงโซ่การผลิตหลายชนิดตั้งแต่ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวโพด ประเทศไทยมีการนำเอาสินค้าเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับเกษตกรรายย่อย โดยมีภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารสัตว์และอาหาร ต้องรับภาระจากราคาที่สูงขึ้น
 
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาราคาวัตถุดิบในประเทศขาดแคลนและมีราคาสูง รัฐบาลจะต้องรอบคอบ หาทางออกให้ดี ให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะสถานการณ์ขณะนี้พ่อค้าได้กำไรสูง ซึ่งเกษตรกรทราบดี ขณะที่ผู้ใช้อาหารสัตว์ต้องยอมซื้อราคาสูงเพราะไม่สามารถนำเข้าได้
 

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายพิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรราชบุรี และตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ อาทิ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคกลางตอนบนเพื่อการค้า สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรชลบุรี จำกัด สหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ ราชบุรี จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรเพื่อการค้านครราชสีมา จำกัด ร่วมกันยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าชิ้นส่วนสุกรสหรัฐฯถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่าน พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย เพื่อ ปกป้องความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคชาวไทยและอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร หลังสหรัฐฯอ้างเหตุขาดดุลการค้ากับไทย และหยิบยกประเด็นให้ไทยนำเข้าเนื้อสุกรสหรัฐฯขึ้นมาเจรจาอีกครั้ง

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากประเด็นการเร่งรัดแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกาโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐที่สร้างแรงกดดันทางการค้า ต่อสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) พยายามให้ไทยรับชิ้นส่วนเนื้อสุกรที่ชาวอเมริกันไม่รับประทาน อาทิ เครื่องใน หัวหมู เพื่อระบายสินค้าเหลือทิ้งดังกล่าวมายังไทย โดยฟาร์มสุกรทั้ง 100% ของสหรัฐฯ มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง (แร็คโตปามีน) เนื่องจากใช้ได้อย่างถูกกฏหมาย ขณะที่สารดังกล่าวเป็นสารต้องห้ามตามบัญญัติในกฎหมายไทยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุข

“การใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรในสหรัฐขัดต่อกฎหมายไทย ดังจะเห็นได้จากกรมปศุสัตว์ที่มีมาตรการเข้มงวดในการตรวจจับผู้ลักลอบใช้และลงโทษตามกฎหมายอย่างจริงจัง ขณะที่ทุกประเทศที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคจะห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในภาคปศุสัตว์ อาทิ สหภาพยุโรป รัสเซีย และจีน ดังนั้น สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องขอร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลไทย ยืนยันการห้ามนำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องประชาชนไทย ปกป้องเกษตรกรไทยและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเกษตรที่เป็นรากฐานและเสาหลักของประเทศ” นายสุรชัยกล่าว

สหรัฐฯ เป็นแหล่งผลิตสุกรที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงทั้งประเทศ ขณะที่ประเทศไทยประกาศห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 เพื่อความปลอดภัยในอาหารและสุขอนามัยของผู้บริโภค ประกาศดังกล่าวห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงหรือยาในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ผสมอาหารสัตว์ทุกตัว (รวมทั้งแร็กโตปามีน) เนื่องจากสารดังกล่าวมีโทษต่อสัตว์และมนุษย์

ขณะเดียวกัน อาชีพการเลี้ยงสุกรช่วยสร้างความมั่นคงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรไทยทั่วประเทศมาช้านาน และในกระบวนการผลิตสุกรของไทยนั้นมีพัฒนาการและเติบโตอย่างต่อเนื่องกระทั่งสามารถผลิตเนื้อสุกรที่มีคุณภาพสูงและมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ หากมีเนื้อสุกรจากสหรัฐฯเข้ามาอีกจะส่งผลให้ปริมาณสุกรล้นตลาดเกินความต้องการ ราคาสุกรจะตกต่ำลงส่งผลกระทบให้เกษตรกรต้องประสบภาวะขาดทุน และล้มละลายไปดังที่ปรากฏให้เห็นแล้วในประเทศเวียดนามที่เปิดรับเนื้อสุกรสหรัฐฯ

“ไม่เพียงผู้เลี้ยงสุกรกว่า 2 แสนครอบครัวเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่จะมีผลเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งอุตสาหกรรมสูงถึง 80,000 ล้านบาท หากต้องล่มสลายเพราะสุกรสหรัฐฯบุกตลาดไทยแล้ว ย่อมต้องกระทบภาพรวมเศรษฐกิจของชาติ” นายสุรชัยกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ https://www.prachachat.net/breaking-news/news-23859 

สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2519 และในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับ สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย อยู่ในพระราชูปถัมภ์

รายงานสรุป การทำประชาพิจารณ์ "ร่างพระรชบัญญัติวิชาชีพสัตวบาล พ.ศ. ..."