ข่าวแวดวงปศุสัตว์

11 สมาคมผู้ใช้อาหารสัตว์ ร้องรัฐบาลทบทวนมาตรการควบคุมนำเข้าข้าวสาลีในสัดส่วน 3:1 ด่วน พร้อมแจงมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงทำให้สังคมเข้าใจผิด หวังฉวยโอกาสเก็งกำไรจากราคาข้าวโพดของไทยสูง
 
จากสถานการณ์ราคาข้าวโพดในประเทศในขณะนี้ปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับราคาเนื้อสัตว์ทั้งในประเทศและตลาดโลกตกต่ำ  และกระทรวงพาณิชย์ประกาศมาตรการควบคุมการนำเข้าสาลีในอัตรา 3:1 (ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1ส่วน) เป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศ ส่งผลให้ห่วงโซ่ภาคปศุสัตว์ ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ต่อไปยังอุตสาหกรรมส่งออกเนื้อสัตว์ ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้นอย่างมาก การส่งออกไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ขณะที่ต้องแบกภาระขาดทุนสะสมต่อเนื่องจากปัญหาราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำ รัฐบาลจึงควรมีการทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี เพื่อแก้วิกฤติราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งออกของประเทศ
 
สำหรับ 11 สมาคมปศุสัตว์และสมาคมสัตวน้ำ ที่เป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯ ประกอบด้วย สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่
การส่งออก สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมกุ้งไทย และสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย
 
นายคึกฤทธิ์ อารีย์ปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้เนื้อสัตว์ทั้งเนื้อหมูและเนื้อประสบปัญหาขาดทุน จากราคาปรับตัวลดลงทั้งในประเทศและราคาในตลาดโลก ตามอุปสงค์-อุปทาน ซึ่งราคาต้นทุนไก่ในประเทศขณะนี้ 34บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 30-31บาทต่อกิโลกรัม อยู่ในภาวะขาดทุน
 
“การที่วัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาสูงขึ้น เป็นการซ้ำเติมภาคปศุสัตว์และการส่งออก เนื่องจากปัจจุบันไทยมีคู่แข่งมากมาย และปีหน้าแนวโน้มการแข่งขันจะสูงขึ้น ทั้งในอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดและข้าวสาลีที่สำคัญของโลก” นายคึกฤทธิ์ กล่าว
 
นายคึกฤทธิ์ ย้ำว่า ภาวะราคาเนื้อสัตว์ต่ำ ภาคปศุสัตว์ต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองโดยไม่ได้รับการปกป้องจากภาคส่วนใด ซึ่งจำเป็นต้องดูทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหารและให้การคุ้มครองอย่างเหมาะสม ไม่ควรมีข้อจำกัดที่เคร่งครัดมากจนไม่สามารถแข่งขันทั้งในอาเซียนและตลาดโลก การจำกัดการนำเข้าส่งออกจึงไม่ใช่ทางออกเดียว
 
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์ กล่าวว่า รัฐบาลอนุมัติให้มีการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขาดแคลนในประเทศ ซึ่งข้อเท็จจริงการนำเข้าข้าวสาลี 4 ล้านตัน จะต้องแบ่งออกตัวเลขการนำเข้าออกเป็นการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ และผลิตอาหารมนุษย์ ซึ่งปกติเกรดอาหารมนุษย์จะมีการนำเข้าปีละประมาณ 1 ล้านตันทุกปี ซึ่งการนำเข้าตามมาตรการ 3 : 1 มีการนำเข้าเกรดอาหารสัตว์ 10 เดือนอยู่ที่ 1.27 ล้านตัน เท่านั้น (ไม่ใช่ 2.1ล้านตัน)
 
นอกจากนี้ กรณีการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีจากประเทศยูเครนและ 14 ประเทศใกล้เคียง  กรมปศุสัตว์ได้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและยังไม่พบการปนเปื้อน โดยกำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนตามประกาศกระทรวงสาธารณะสุข
 
ในปี 2560 ประเทศไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 4.6 ล้านตัน เมื่อรวมกับการนำเข้าข้าวสาลีตั้งแต่ต้นปีจำนวน 1.27 ล้านตัน รวมแล้วมีวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารสัตว์เพียง 6 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 8.1 ล้านตัน
 
“ขณะนี้ ผลผลิตข้าวโพดในประเทศอยู่ในมือพ่อค้าหมดแล้ว และมาตรการคุมการนำเข้าข้าวสาลีทำให้เกษตรกรขาดแคลนวัตถุดิบ เป็นการฉวยโอกาสเก็งกำไรจากราคาที่สูงขึ้น 1.50 บาท ถ้าคิดจากส่วนที่เราขาดแคลนอยู่ 2ล้านตัน พ่อค้าจะได้กำไร 3พันล้านบาท” นายพรศิลป์ กล่าว
 
ทางด้านรายงานจากสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก กล่าวว่า อาหารสัตว์เป็นต้นทุน 60% ของการเลี้ยง ตอนนี้ราคาข้าวโพดสูงขึ้น 20% จากราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8 บาท
สูงกว่า 9.50 บาท ในขณะนี้ ทำให้ต้นทุนการสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่หมูเป็นทั้งตัวราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 42-45 บาท เท่านั้นและสามารถขายเนื้อได้ 50% ส่วนที่เหลือเป็นการขายซาก
 
ผู้เลี้ยงสุกรต้องแบกภาระขาดทุนมาต่อเนื่อง 3-4เดือนแล้ว ยังถูกบังคับให้ซื้อข้าวโพดในประเทศเพื่อนำเข้าข้าวสาลีตามมาตรการรัฐในสัดส่วน3:1ทำเราไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งมีข้าวสาลีจำนวนมาก
 
สถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นห่วงโซ่การผลิตหลายชนิดตั้งแต่ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวโพด ประเทศไทยมีการนำเอาสินค้าเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับเกษตกรรายย่อย โดยมีภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารสัตว์และอาหาร ต้องรับภาระจากราคาที่สูงขึ้น
 
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาราคาวัตถุดิบในประเทศขาดแคลนและมีราคาสูง รัฐบาลจะต้องรอบคอบ หาทางออกให้ดี ให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะสถานการณ์ขณะนี้พ่อค้าได้กำไรสูง ซึ่งเกษตรกรทราบดี ขณะที่ผู้ใช้อาหารสัตว์ต้องยอมซื้อราคาสูงเพราะไม่สามารถนำเข้าได้
 

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายพิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรราชบุรี และตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ อาทิ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคกลางตอนบนเพื่อการค้า สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรชลบุรี จำกัด สหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ ราชบุรี จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรเพื่อการค้านครราชสีมา จำกัด ร่วมกันยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าชิ้นส่วนสุกรสหรัฐฯถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่าน พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย เพื่อ ปกป้องความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคชาวไทยและอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร หลังสหรัฐฯอ้างเหตุขาดดุลการค้ากับไทย และหยิบยกประเด็นให้ไทยนำเข้าเนื้อสุกรสหรัฐฯขึ้นมาเจรจาอีกครั้ง

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากประเด็นการเร่งรัดแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกาโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐที่สร้างแรงกดดันทางการค้า ต่อสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) พยายามให้ไทยรับชิ้นส่วนเนื้อสุกรที่ชาวอเมริกันไม่รับประทาน อาทิ เครื่องใน หัวหมู เพื่อระบายสินค้าเหลือทิ้งดังกล่าวมายังไทย โดยฟาร์มสุกรทั้ง 100% ของสหรัฐฯ มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง (แร็คโตปามีน) เนื่องจากใช้ได้อย่างถูกกฏหมาย ขณะที่สารดังกล่าวเป็นสารต้องห้ามตามบัญญัติในกฎหมายไทยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุข

“การใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรในสหรัฐขัดต่อกฎหมายไทย ดังจะเห็นได้จากกรมปศุสัตว์ที่มีมาตรการเข้มงวดในการตรวจจับผู้ลักลอบใช้และลงโทษตามกฎหมายอย่างจริงจัง ขณะที่ทุกประเทศที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคจะห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในภาคปศุสัตว์ อาทิ สหภาพยุโรป รัสเซีย และจีน ดังนั้น สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องขอร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลไทย ยืนยันการห้ามนำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องประชาชนไทย ปกป้องเกษตรกรไทยและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเกษตรที่เป็นรากฐานและเสาหลักของประเทศ” นายสุรชัยกล่าว

สหรัฐฯ เป็นแหล่งผลิตสุกรที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงทั้งประเทศ ขณะที่ประเทศไทยประกาศห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 เพื่อความปลอดภัยในอาหารและสุขอนามัยของผู้บริโภค ประกาศดังกล่าวห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงหรือยาในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ผสมอาหารสัตว์ทุกตัว (รวมทั้งแร็กโตปามีน) เนื่องจากสารดังกล่าวมีโทษต่อสัตว์และมนุษย์

ขณะเดียวกัน อาชีพการเลี้ยงสุกรช่วยสร้างความมั่นคงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรไทยทั่วประเทศมาช้านาน และในกระบวนการผลิตสุกรของไทยนั้นมีพัฒนาการและเติบโตอย่างต่อเนื่องกระทั่งสามารถผลิตเนื้อสุกรที่มีคุณภาพสูงและมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ หากมีเนื้อสุกรจากสหรัฐฯเข้ามาอีกจะส่งผลให้ปริมาณสุกรล้นตลาดเกินความต้องการ ราคาสุกรจะตกต่ำลงส่งผลกระทบให้เกษตรกรต้องประสบภาวะขาดทุน และล้มละลายไปดังที่ปรากฏให้เห็นแล้วในประเทศเวียดนามที่เปิดรับเนื้อสุกรสหรัฐฯ

“ไม่เพียงผู้เลี้ยงสุกรกว่า 2 แสนครอบครัวเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่จะมีผลเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งอุตสาหกรรมสูงถึง 80,000 ล้านบาท หากต้องล่มสลายเพราะสุกรสหรัฐฯบุกตลาดไทยแล้ว ย่อมต้องกระทบภาพรวมเศรษฐกิจของชาติ” นายสุรชัยกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ https://www.prachachat.net/breaking-news/news-23859 

สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2519 และในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับ สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย อยู่ในพระราชูปถัมภ์

รายงานสรุป การทำประชาพิจารณ์ "ร่างพระรชบัญญัติวิชาชีพสัตวบาล พ.ศ. ..."

ด้วยสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตร
“นักสัตวบาลศาสตร์” รุ่นที่ 9