ข่าวแวดวงปศุสัตว์

" แพะขุน " หนึ่งอาชีพปศุสัตว์เลี้ยงง่าย ทนทาน ตลาดต้องการ
นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะให้ยั่งยืน มีผลผลิตที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการบริโภค การตลาด และการแปรรูป รวมถึงส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ ซึ่ง ?แพะขุน? นับเป็นสินค้าปศุสัตว์ทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ปัจจุบันได้รับความนิยมเลี้ยงในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ สำหรับการค้าและบริโภค เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ทนทานต่อทุกสภาพภูมิอากาศใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย และให้ผลตอบแทนเร็ว
 

ปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแหล่งผลิตแพะที่สำคัญรองจากภาคใต้และภาคกลาง โดยพบการเลี้ยงมากในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยปี 2564 (ข้อมูลสำนักงาน ปศุสัตว์จังหวัด ณ วันที่ 17 มกราคม 2565) มีการเลี้ยงแพะเนื้อ รวม 4 จังหวัด 160,146 ตัว เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 86,118 ตัว (เพิ่มขึ้นร้อยละ 86) เกษตรกรผู้เลี้ยง 6,583 ราย โดยในปีงบประมาณ 2564 คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย หน่วยงาน องค์กรภาคราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เล็งเห็นความสำคัญและได้กำหนดแผนปฏิบัติราชการการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงแพะเนื้อภายใต้โครงการพัฒนานวัตกรรมเกษตรและอาหารปลอดภัยกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์คุณภาพสูง และพัฒนาการเลี้ยง สัตว์ให้มีคุณภาพ และมาตรฐานรองรับตลาดระดับสูง

ในการนี้ สศท.5 ได้ศึกษาวิจัยการผลิตและการตลาดแพะขุนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงแพะเนื้อมากที่สุด ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 โดยมีแพะเนื้อจำนวน 103,612 ตัว (คิดเป็นร้อยละ 65 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1) และมีเกษตรกรผู้เลี้ยง 3,765 ราย (คิดเป็นร้อยละ 57 ของของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1) เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงแพะพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เพื่อผลิตลูกแพะสำหรับขุนเอง หากเป็นลูกแพะเพศเมียจะเลี้ยงไว้เพื่อเป็นแม่พันธุ์ ส่วนเพศผู้เกษตรกรจะขุนเพื่อจำหน่ายให้กับพ่อค้า สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เป็นของตนเอง หรือผลิตลูกแพะได้ไม่เพียงพอ ต้องซื้อลูกแพะสำหรับขุนจากพ่อค้า โดยอาหารที่ใช้เลี้ยงแพะขุนส่วนใหญ่ คือ ต้นกระถิน ซึ่งหาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยน้ำหนักแพะขุนที่เกษตรกรนิยมจำหน่าย คือ ไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ตัว เนื่องจากได้รับราคาสูง และใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนความรู้ด้านการผลิต เช่น การคัดเลือกและผลิตสายพันธุ์แพะเนื้อ การป้องกันและรักษาโรค และการบริหารจัดการฟาร์ม เป็นต้น

สำหรับต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตแพะขุนของจังหวัดนครราชสีมา พบว่า มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 1,416 บาท/ตัว หรือ 64 บาท/กิโลกรัม โดยแม่พันธุ์ 1 ตัว โดยใน 1 ปี แม่พันธุ์สามารถให้ลูกได้ 1-2 รุ่น (รุ่นละ 1-2 ตัว) สำหรับแพะเพศเมีย จะเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือน และให้ลูกประมาณ 5 ปี จึงปลดระวาง ซึ่งเกษตรกรเลี้ยงแพะขุนได้ประมาณ 4 เดือน ก็สามารถจำหน่ายให้กับพ่อค้าได้ ในราคาเฉลี่ย 2,151 บาท/ตัว หรือ 98 บาท/กิโลกรัม (น้ำหนักเฉลี่ย 22 กิโลกรัม/ตัว) คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 735 บาท/ตัว หรือ 33 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีรายได้จากการจำหน่ายมูลแพะเฉลี่ย 10 บาท/ตัว

สำหรับสถานการณ์ตลาดแพะขุน เกษตรกรจะจำหน่ายให้กับผู้รวบรวมในจังหวัด และพ่อค้าต่างจังหวัดซึ่งผู้ซื้อจะเป็นผู้ขนส่งแพะขุนและรับภาระค่าขนส่งทั้งหมด สำหรับผู้รวบรวมในจังหวัด เมื่อรวบรวมแพะขุนมีชีวิตจากเกษตรกรจะจำหน่ายต่อให้กับพ่อค้าจากต่างจังหวัด และต่างประเทศ โดยผู้ซื้อจะนำรถมาขนส่งแพะขุน มีชีวิตที่คอกพัก หรือจุดนัดหมายในพื้นที่ และเป็นผู้รับภาระค่าขนส่งทั้งหมด ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ ร้อยละ 74 จำหน่ายแพะขุนมีชีวิตให้ผู้รวบรวมในจังหวัด และร้อยละ 26 จำหน่ายพ่อค้าต่างจังหวัด ทั้งนี้ ผู้รวบรวมในจังหวัดจะจำหน่ายแพะขุนต่อให้กับพ่อค้าต่างจังหวัด ร้อยละ 61 ส่วนอีกร้อยละ 13 จำหน่ายให้กับพ่อค้าจากประเทศเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ราคาจำหน่าย แพะขุนต่ำกว่าปีที่ผ่านมาแต่ปริมาณการผลิตแพะขุนของเกษตรกรยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด อีกทั้งความต้องการของตลาดแพะขุนยังมีมาก ที่สำคัญแพะขุนเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย โตไว ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย ไม่ต้องจ้างแรงงานภายนอก เกษตรกรสามารถดำเนินการได้เองในครัวเรือน รวมถึงมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ จึงนับว่าการเลี้ยงแพะขุน เป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน สามารถทำได้เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม หากท่านใดที่สนใจข้อมูลเชิงลึกของผลการวิจัย สศท.5 ได้ทำการศึกษาการผลิต และการตลาดแพะขุนของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 โทร. 0 4446 5120 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it." ผู้อำนวยการ สศท.5 กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา

 

 

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ เร่งศึกษาและหาแนวทางในการผลิตอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนด้านอาหารสัตว์และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยและรายเล็ก โดยเตรียมสูตรอาหารสุกรลดต้นทุนสำหรับผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยและรายเล็กที่มีความพร้อมในการนำสุกรเข้าเลี้ยงในการเลี้ยงที่มีการจัดการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายหลังจากผ่านการตรวจประเมินความเสี่ยงโรค African Swine Fever หรือ ASF ในสุกร (อหิวาต์แอฟริกาในสุกร) ตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

 

 

ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ เน้นย้ำการเลี้ยงสุกรในระบบฟาร์มที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพทุกขนาดฟาร์มทั้งรายย่อย (จำนวนสุกรน้อยกว่า 50 ตัว) รายเล็ก (จำนวนสุกร 50-500 ตัว) รายกลาง (จำนวนสุกร 500-5,000 ตัว) และรายใหญ่ (จำนวนสุกรตั้งแต่ 5,000 ตัวขึ้นไป) เพื่อเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคและสามารถลดความเสียหายได้

การเลี้ยงสุกรของเกษตรกรที่ต้องซื้อลูกสุกรมาเลี้ยง มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยในปี 2564 กิโลกรัมละ 78.40 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 14%จากปี 63 โดยการเลี้ยงสุกรตั้งแต่ลูกสุกรจนกระทั่งเป็นสุกรขุนได้น้ำหนักตามที่ตลาดต้องการ มีต้นทุนค่าอาหารสัตว์รวมกันประมาณ 70% ที่ผ่านมาต้นทุนค่าอาหารสัตว์ในช่วงสุกรขุนปรับเพิ่มขึ้น 8% และต้นทุนค่าพันธุ์สุกรปรับเพิ่มขึ้นกว่า 20% เนื่องจากปัจจัยด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็นรายเดือน เฉลี่ยแล้วราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับเพิ่มขึ้น 12% ราคากากถั่วเหลืองปรับเพิ่มขึ้น 30% การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เนื่องจากประเทศไทยมีการผลิตปศุสัตว์ที่ขยายตัว วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตได้ภายในประเทศไม่เพียงพอจึงต้องนำเข้าทุกปี โดยการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เสียภาษีในอัตราแตกต่างกันขึ้นกับแหล่งนำเข้าว่ามีข้อตกลงการค้าร่วมกันหรือไม่ หากเป็นการนำเข้าจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) กากถั่วเหลือง เสียภาษีนำเข้า 2% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เสียภาษีนำเข้าในโควตา 20% นอกโควตา 73% และค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 180 กรมศุลกากรรายงานปริมาณนำเข้าปี 2564 (ม.ค.-พ.ย.) ปริมาณนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็น 2.64 ล้านตัน โดยนำเข้าจากประเทศบราซิล 90% ซึ่งต้องเสียภาษีนำเข้า 2% ส่วนการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็น 1.83 ล้านตัน นำเข้าจากประเทศเมียนมา 98% ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าแต่ต้องนำเข้าในช่วงเดือน ก.พ.-ส.ค. โดยการกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายอาหาร ซึ่งประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนสมาคมการค้าพืชไร่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ เป็นคณะกรรมการร่วมด้วย โดยจะมีการกำหนดทบทวนนโยบายและมาตรการในการนำเข้าคราวละ 3 ปี เพื่อให้สอดคล้องตามสถานการณ์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์พร้อมให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกขนาดการเลี้ยง ทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลางและรายใหญ่ สามารถนำสุกรเข้าเลี้ยงในฟาร์มได้ โดยต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงระดับฟาร์ม ปรับปรุงฟาร์มให้มีระบบการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งสามารถป้องกันโรค ASF ในสุกรและโรคระบาดอื่นๆ ในสุกรได้อีกด้วย ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อป้องกันความเสี่ยงและความเสียหายจากโรคระบาดในสุกร เนื่องจากปัจจุบันโรค ASF ในสุกรยังไม่มีวัคซีนและการใช้ยารักษาที่จำเพาะ สิ่งที่สำคัญในการลดความเสียหายและป้องกันโรคเข้าฟาร์มได้คือ ต้องมีระบบการป้องกันภายในฟาร์มสุกรที่ดี เช่น ไม่นำเศษอาหารมาเลี้ยงสุกร การอาบน้ำเปลี่ยนชุดเข้าฟาร์มของพนักงาน การพ่นยาฆ่าเชื้อรถขนส่ง การล้างพ่นยาฆ่าเชื้อโรงเรือน การป้องกันและกำจัดสัตว์พาหะ ยาฆ่าเชื้อที่สามารถฆ่าเชื้อ ASF ในสุกรได้นั้น ตามอัตราส่วนที่บริษัทผู้ผลิตแนะนำหรือโดยทั่วไปจะใช้ที่ 1:200 เช่น Glutaraldehyde, Phenol, Iodine, Chlorine เป็นต้น  

สำหรับวัคซีนซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถป้องกันโรค ASF ในสุกรได้นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยร่วมกันกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอย้ำว่าไม่สามารถกันการติดเชื้อหรือทำให้ตรวจไม่พบเชื้อ ASF ในสุกรได้ตามที่มีการนำเสนอตามสื่อออนไลน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคคือการเลี้ยงในระบบที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงปรับปรุงฟาร์มให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย รายเล็ก ในการกลับมาสู่อุตสาหกรรมการผลิตสุกรรอบใหม่ภายใต้การผลิตในระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่เหมาะสม

 

 ข้อมูล : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ โดย รัชดา คงขุนเทียน

 

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยกรณีมีรายงานทางสื่อออนไลน์เกี่ยวกับไส้กรอกที่ไม่มีแหล่งที่มาแน่ชัดกำลังระบาด ไส้กรอกไม่มียี่ห้อซึ่งทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการบริโภคเนื่องจากมีสารตกค้างพวกไนไตรท์และไนเตรทเกินปริมาณที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนด เมื่อบริโภคเข้าไปทำให้ป่วยมีอาการเมทฮีโมโกลบิน มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งตรวจสอบหาสาเหตุแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค จึงได้สั่งการไปยังปศุสัตว์เขตและจังหวัดทั่วประเทศให้เข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์ ให้มีความปลอดภัยอาหาร รักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านอาหารปลอดภัยในการผลิตสินค้าปศุสัตว์และรับรองสถานประกอบการเพื่อการส่งออก ได้กำกับดูแลระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดทั้งกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP (Good Agricultural Practices) โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมาย โรงงานแปรรูปได้มาตรฐาน มีกระบวนการผลิตที่ถูกสุขอนามัย สินค้าที่ได้มีคุณภาพมาตรฐานปลอดภัย จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ มีการตรวจสอบและกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิต ไม่มีสารอันตรายตกค้าง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน โดยสินค้าผลิตภายใต้กระบวนการที่ถูกสุขอนามัยสอดคล้องตามหลักมาตรฐานสากล การปฏิบัติสุขลักษณะที่ดี (GHPs: Good Hygiene Practices) ตามข้อกำหนดและระเบียบของประเทศคู่ค้า และมีระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุม (HACCP: Hazard Analysis and Critical Control Point) มีเจ้าหน้าที่ตรวจโรคสัตว์ก่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์และหลังออกจากโรงฆ่าสัตว์ มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกำกับควบคุมกระบวนการผลิตที่โรงงานแปรรูป มีการสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ทั้งด้านสารตกค้าง และเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานเพื่อการส่งออกที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์แล้ว 371 แห่ง เป็นโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์จำนวน 108 แห่ง โรงงานเหล่านี้นอกจากผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกแล้ว ยังผลิตสินค้าขายในประเทศด้วย โดยใช้หลักคุณภาพและมาตรฐานในกระบวนการผลิตแบบเดียวกันในการผลิตสินค้าทั้งการส่งออกและขายในประเทศ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า สินค้าปศุสัตว์ที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองนั้น มีคุณภาพมาตรฐานการผลิตที่ถูกสุขอนามัย มีความปลอดภัยอาหาร ปลอดจากสารตกค้าง และที่สำคัญมีแหล่งที่มาชัดเจน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต

 

ข้อมูล : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ โดย รัชดา คงขุนเทียน 

 

สถานการณ์โรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ส่งผลผู้เลี้ยงหมูรายย่อยจำนวนกว่าครึ่งชะลอการเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้เนื้อหมูหายไปจากระบบเป็นจำนวนมาก

 

เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย คนที่หยุดการเลี้ยงจะมีแนวทางในการเตรียมความพร้อมอย่างไร เวทีสัมมนาสัญจร ภายใต้หัวข้อ หลังเว้นวรรค...จะกลับมาอย่างไรให้ปลอดภัย?” มีคำตอบ

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บอกถึงมาตรการที่เกษตรกรจำเป็นต้องทำลำดับแรก...ต้องเริ่มตั้งแต่การพิจารณาข้อมูลการติดเชื้อ ASF ระดับจังหวัดของฟาร์มตัวเองก่อน

โดยโซนนิ่งพื้นที่เสี่ยงแล้วแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่...พื้นที่เสี่ยงสูง หรือเขตโรคระบาด, พื้นที่เฝ้าระวัง หรือติดกับเขตโรคระบาด และพื้นที่เสี่ยงต่ำ หรือพื้นที่นอกเขตเฝ้าระวัง

จากนั้นเจาะลึกลงไปในพื้นที่เสี่ยงสูง แล้วแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอีกครั้ง คือส่วนพื้นที่วิกฤติ ส่วนพื้นที่ควบ คุมสูงสุด และส่วนพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด วัดตามระยะห่างจากจุดเกิดโรค 1 กม., 5 กม. และมากกว่า 5 กม. ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในพื้นที่เฝ้าระวัง หรือมีความเสี่ยงต่ำ คงไม่น่าห่วงนัก เพราะแสดงให้เห็นถึงการดูแลบริหารจัดการที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่พื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือระยะห่างจากฟาร์มอื่นที่เกิดโรคในรัศมี 1-5 กม. จำเป็นต้องแยกวิธีป้องกันโดยแบ่งโซน แยกคน แยกรถ งดกิจกรรม และตรวจติดตามควบคู่การลงรายละเอียดถึง 15 ข้อ อาทิ แยกเขตที่พักอาศัยกับเขตเลี้ยงสัตว์ให้ชัดเจน อาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนเข้าเขตเลี้ยงสัตว์ เปลี่ยนรองเท้าบูต-จุ่มฆ่าเชื้อ แยกรองเท้าใส่ภายนอก เจ้าของฟาร์มต้องซื้ออาหารจากแหล่งปลอดโรคที่มีมาตรฐาน ห้ามรถภายนอกเข้าฟาร์ม ให้รถส่งอาหารสัตว์มาเพียงเดือนละ 1 ครั้ง และพักอาหาร 24 ชม.

พ่นยาฆ่าเชื้อรถทุกคันก่อนเข้าฟาร์ม ป้องกันสัตว์พาหะทุกชนิด ใช้น้ำบาดาลในการเลี้ยงสุกร พ่นยาฆ่าเชื้อรอบประตูโรงเรือน โรยปูนขาวบนถนนและพื้น บ่อทิ้งซากใช้งานได้จริง ไม่นำซากสุกรออกนอกฟาร์ม ติดตั้ง CCTV หน้าฟาร์ม หน้าห้องอาบน้ำและในโรงเรือน โดยทั้งเจ้าของฟาร์มและคนงานต้องใส่ใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ห้ามมิให้หละหลวมตกหล่นแม้แต่ข้อเดียว

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรสามารถนำฟาร์มเข้าสู่มาตรฐานฟาร์มสุกรในระบบไบโอซีเคียวริตีจะเป็นหนทางดีที่สุด เพราะเป็นทางเดียวในขณะนี้ที่จะป้องกัน ASF ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เนื่องจากยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับโรคนี้ และถือว่าเป็นพื้นฐานของระบบการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถป้องกันโรคจากภายนอกได้แทบทุกชนิด

ข้อมูล : ไทยรัฐ ออนไลน์ 

 

วันที่ 6 ก.พ. 2565 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ให้ตรวจสอบสต๊อกห้องเย็นทั่วประเทศเพื่อป้องกันการกักตุนเนื้อสุกร และให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดนั้น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัด และเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดสนธิกำลังเร่งตรวจสอบห้องเย็นมาอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. - 4 ก.พ. 2565 ได้ดำเนินการตรวจห้องเย็นสินค้าปศุสัตว์แล้ว 1,303 แห่ง ตรวจพบเนื้อสุกรรวม 24.48 ล้านกิโลกรัม และการตรวจสอบดังกล่าวส่งผลให้ห้องเย็นเข้มงวดในการรับฝากสินค้า ผู้ประกอบการนำเนื้อหมูมาจำหน่ายตามปกติ ราคาเนื้อสุกรจึงเริ่มปรับตัวลดลง
 
เบื้องต้น ทางกรมปศุสัตว์ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีแล้วกับ 8 บริษัท ผู้เกี่ยวข้อง 17 ราย ภายใต้พระราชบัญญัติโรคระบาด พ.ศ.2558 และพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 รวมจำนวนเนื้อสุกรที่ถูกอายัดทั้งหมด 1.07 ล้านกิโลกรัม โดยรวมกรณีล่าสุดห้องเย็นใน จ.นครปฐม ที่พบเนื้อและชิ้นส่วนสุกรแช่แข็ง จำนวน 1.04 ล้านกิโลกรัม ขณะที่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ดำเนินการใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดต่อไป
 
รองโฆษกรัฐบาล ระบุต่อไปว่า จากข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานเครือข่ายเข้มงวดตรวจสต๊อกเนื้อสุกรในห้องเย็นทั่วประเทศ และต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ห้องเย็นทุกแห่งเข้มงวดในการรับฝากสินค้า บริษัทผู้ฝากไม่กล้ากักตุนเนื้อสุกรเพื่อโกยกำไร และนำเนื้อสุกรออกมาจำหน่ายตามปกติ ส่งผลให้ราคาหมูหน้าฟาร์มขณะนี้ปรับลดลง ซึ่งกรมปศุสัตว์รายงานว่า ล่าสุดราคาขยับลงมาที่ 100-104 บาทต่อกิโลกรัม ราคาค้าส่งห้างขายปลีก ลดลงมาที่ 160-166 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภคลงมาที่ 198-208 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ข้อมูล : ไทยรัฐ ออนไลน์

 

 

วันที่ 15 มกราคม เวลา 09:00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ สั่งการปศุสัตว์เขตทั่วประเทศตั้ง warroom เริ่มตั้งแต่ 15 มกราคม 2565 เป็นต้นไปเพื่อเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ และแก้ไขปัญหาการระบาดของโรค AFS (affican swine fever) ด้วยคณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประจำการในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์ขับเคลื่อนงานตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งดำเนินการตามการควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด โดบอธิบดีกรมปศุสัตว์สั่งการให้ทุกเขตพื้นที่ และเขตจังหวัดจัดตั้ง warrom เพื่อสื่อสารข้อมูลให้กับประชาชนและรายงานการดำเนินงานทุกวันต่อผู้บริหารอย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์รวมถึงการรายงานข้อมูลข่าวสารจากภูมิภาคให้ส่วนกลางเพื่อเร่งดำเนินแก้ไขปัญหา และนอกจากนี้อธิบดีสั่งการให้ทุกพื้นที่มีการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมป้องกันและการขนย้ายสัตว์ต้องโปร่งใส ไม่มีการสร้างเงื่อนไข และให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก สำหรับ warroom ส่วนกลางตั้งอยู่ที่กรมปศุสัตว์โดยมีคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประจำการจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ณ ห้องประชุมม้ากัญฐกะ ตึกอำนวยการปศุสัตว์

 

 

 

ข้อมูล : คณะทำงานโฆษกกรมปศุสัตว์

พิษน้ำท่วมทำคนเลี้ยงหมูทุกข์หนัก ผลผลิตเสียหาย-อาหารสัตว์พุ่ง....น้ำท่วมหนักทำให้กระทบผลผลิตหมูเสียหาย ซ้ำวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาพุ่ง ทำให้เกษตรกรต้องแบกต้นทุนสูง...

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลและสนับสนุนการผลิตปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ อาหารสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ จนถึงเนื้อสัตว์สู่ผู้บริโภค ในส่วนของการเลี้ยงสัตว์ปัจจุบันได้มีการผลักดัน

เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ครั้งใดให้มองหาสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK

 

ข้อมูล : สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์

 

 

"กรมปศุสัตว์ มอบหญ้าพระราชทานแก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ "

หมวดหมู่รอง

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

 

 

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

8 พฤษภาคม 2561 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ - ผู้เลี้ยงสุกรทั่วไทย 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ครบรอบการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตครบ 200 ปี หลังเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 พิธีไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไทย โดยใช้หัวหมูรวมจำนวน 4,247 หัว จะเป็นหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของวงการสุกรไทย ที่มีพัฒนาการการเลี้ยงสู่ระดับโลก แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะต้องช่วยกันนำพากันสู่อาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ให้เป็นมรดกการทำกินตกทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน นอกเหนือจากการสร้างอาหารปลอดภัยให้ประชากรของชาติ

ความพยายามเปิดตลาดเนื้อสุกรสู่ประเทศไทยที่มีมากอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกา โดยอาจมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ จนอาจกลายเป็นการสร้างปมบาดหมางกันระหว่างพลเมืองของสองประเทศ ที่มีบริษัทข้ามชาติของสหรัฐมาประกอบธุรกิจและได้รับการอุดหนุนด้วยดีเสมอมากับพลเมืองของไทย  

ในพิธีครั้งนี้นอกเหนือจากการไหว้สักการะและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้นำภูมิภาค พร้อมกันนี้จะมีการหนังสือถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์           ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC) และท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วย  โดยเน้นให้มองลึกถึงมิตรภาพและการไม่เปิดตลาดโดยมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เนื้อหาให้จดหมายภาษาอังกฤษจะเป็นดังนี้ :

เรียน   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์
          ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)
          สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC)
ผ่าน    ท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

          เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ได้ติดตามความพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา และความพยายามช่วยเหลือการค้าเนื้อสุกรของเกษตรกรสหรัฐ โดยการเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) มาเป็นระยะหลายปี

          ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จักกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่มีผลผลิตสุกรท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศประมาณกว่าร้อยละ 5 ในแต่ละปี และไม่ปรากฏว่าขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากสุกรแต่ประการใดในทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรไทยและภาครัฐร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการเป็นอุตสาหกรรมเลี้ยงชีพของพลเมืองไทย โดยดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์ เพื่อเกษตรกรของประเทศและอาหารปลอดภัยของประชากรไทย

          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเป็นเสาหลักของการบูรณาการการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์โดยเป็นห่วงโซ่อุปทานของทั้งต้นน้ำและปลายน้ำตามลำดับ เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมสุกรและเนื้อสุกรของสหรัฐและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรมพืชอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ บริษัทเวชภัณฑ์สัตว์ และเป็นการสร้างผลบวกต่อดุลการค้าของประเทศ ซึ่งห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงสุกรของไทยก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมสุกรของโลก

          บริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการต้อนรับและสนับสนุนด้วยดีจากคนไทยซึ่งกว่าร้อยละ 25 เป็นประชากรจากภาคเกษตรกรรมที่รวมไปถึงประชากรที่อยู่ในภาคปศุสัตว์ เช่น อุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ฯลฯ

          ถ้ารัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อสภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐและผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ซึ่งมันจะเป็นภัยพิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยและกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนไทย จากการเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน กับ สหรัฐที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

          การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกแต่ไม่ใช่กระทำการในลักษณะทำลายล้างมนุษยชาติด้วยกัน เพราะว่าการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพพื้นฐานของมนุษยชาติ ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยว่ามนุษยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจระหว่างประเทศ

          ผู้เลี้ยงสุกรไทยขอแนะนำสหรัฐว่าควรหยุดเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรส่งออกมายังประเทศไทยที่มีผลผลิตมากอย่างท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่มีการคัดค้านต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรไทย ผู้เลี้ยงสุกรไทยใคร่ขอให้ตระหนักบนพื้นฐานของมิตรภาพระหว่างพลเมืองสหรัฐอเมริกากับพลเมืองของไทย

 

ข้อมูลจาก : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย