ข่าวแวดวงปศุสัตว์

ผู้เลี้ยงหมูในประเทศไทยเวลานี้ นอกจากจะต้องยกระดับการสร้างมาตรฐานฟาร์มให้มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในสุกร (GFM) เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาโรคระบาดแอฟริกันในสุกร (ASF) ซ้ำอีกครั้ง ชั่วโมงนี้จะต้องนำกลไกการพัฒนาที่สะอาดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มสุกร ปรับประสิทธิภาพด้านต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆ เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ จะต้องทำธุรกิจรักษ์โลก ลดปล่อยก๊าซไม่ให้ตกขบวนกระแสโลก  ก็น่าจับตาปศุสัตว์ไทยจะไปทิศทางไหน

 

จากข้อมูลภาคเกษตรและอาหารมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 1 ใน 3 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ประมาณ 5.4 หมื่นล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เฉพาะภาคปศุสัตว์ปล่อยก๊าซประมาณ 7.2 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือราว 13% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ถือเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โดยการผลิตอาหารสัตว์ปล่อยก๊าซมากที่สุด 45% รองลงมากระบวนการหมักในระบบย่อยอาหารปลดปล่อย 39% และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ปล่อยก๊าซมากที่สุด โดยเฉพาะเนื้อวัวปล่อยก๊าซถึง 60 กิโลกรัมต่อผลิตภัณฑ์

ในไทยภาคเกษตรปล่อยก๊าซอันดับสองรองจากภาคพลังงาน  โดยการเพาะปลูกข้าวปล่อยก๊าซ 51% การปล่อย N2O จากดิน 21.99% และปศุสัตว์ 21.46%  เมื่อสำรวจการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไทย พบว่า สินค้าปศุสัตว์และอาหารสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรอื่นๆ มีการส่งออกไปสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อปี

ปัญหาในปัจจุบันผู้ประกอบการปศุสัตว์หรือกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยไม่มีข้อมูลว่า ในแต่ละกระบวนการมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณเท่าไหร่ชัดเจน  ขาดการเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวรองรับกับมาตรการใหม่เกี่ยวข้องกับการลดคาร์บอนที่หลายประเทศเร่งผลักดัน ซึ่งจะกระทบต่อปศุสัตว์บ้านเรา ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น

ความตื่นตัวกับปัญหานี้นำมาสู่พิธีลงนามความร่วมมือโครงการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย (Thai Livestock Technical Consortium for Climate Neutrality, LCCN) ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับกลุ่มภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ทั้ง 9 สมาคมประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก, สมาคมสัตวแพทย์สัตว์น้ำไทย, สมาคมสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสัตว์เคี้ยวเอื้อง, สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์, สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน

 

ดร.พฤฒิกา โรจน์กิตติคุณ ผู้อำนวยการสำนักประเมินและรับรองโครงการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก  (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า ในการประชุม COP 26 ที่ผ่านมาประเด็นสำคัญทุกประเทศเห็นร่วมกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เพื่มขึ้นเกิน 1.5 องศา และเรียกร้องให้ประเทศทบทวนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 และขอให้มีการส่งเป้าหมายภายในปีนี้  รวมถึงเชิญชวนให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซมีเทนด้วย นอกจากลดปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งเกี่ยวข้องกับไทยมาก

  นอกจากนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องสนับสนุนเงินทุนให้กับประเทศกำลังพัฒนาในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ จะเห็นได้ว่า จากข้อตกลงปารีสถึงกลาสโกว์เน้นการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง 81 ประเทศประกาศเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) และอีกกว่า 60 ประเทศอยู่ระหว่างพิจารณาเป้าหมายดังกล่าว ในส่วนไทยมี 2 เป้าหมาย คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (คาร์บอนนิวทรัล)  ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2065  

“ ทิศทางโลกมุ่งสู่พลังงานสะอาดและกระบวนการผลิตอาหารที่ยั่งยืน  สหรัฐจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (carbon  border tax) สำหรับสินค้านำเข้าที่ปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูง เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน โดยจะจัดเก็บเมื่อผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าสหรัฐ คาดว่าจะเริ่มใช้ปี2024 ส่วนอียูมีแผนปฏิรูปสีเขียว มาตรการสำคัญที่อาจกระทบผู้ประกอบการไทย คือ การเก็บค่าธรรมเนียม หรือภาษีคาร์บอน (CBAM)ของสินค้าที่นำเข้า เริ่มรายงานปี 2023 และบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2026  มาตรการเหล่านี้มีโอกาสจะขยายรายการสินค้าที่ครอบคลุมภาคเกษตรในอนาคต  ไทยต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ” ดร.พฤฒิกา เน้นย้ำ

เหตุที่ภาคเกษตรและปศุสัตว์ต้องสนใจเรื่องก๊าซเรือนกระจก ผอ.สำนักประเมินฯ บอกว่า ไทยมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าว ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงจะกระทบต่อเกษตรกร ผลผลิตจะลดลง รายได้ก็ลดลง เราต้องปรับตัวและร่วมลดก๊าซ

อีกส่วนเป็นการตอบสนองความต้องการตลาดผู้บริโภคสีเขียว  อียูทำวิจัยพบ 57% ของผู้บริโภคใส่ใจสิ่งแวดล้อม 2ใน3 ของผู้บริโภคให้ความสำคัญโลกร้อนเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ หากปศุสัตว์มีการทำข้อมูลการปล่อยก๊าซ องค์กรสามารถนำข้อมูลไปบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้  ทั้งยังแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

การเตรียมพร้อมรับมือกับโลกร้อน ดร.พฤฒิกา กล่าวว่า ขณะนี้เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าสามารถปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและจัดการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก FAO พูดถึงการพัฒนาวิธีให้อาหารสัตว์ การจัดการมูลสัตว์ บางบริษัทผลิตอาหารที่เหมาะกับช่วงวัยของสัตว์ เช่น อาหารไก่ไข่รักษ์โลก อาหารสุกรรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดปริมาณไนโตรเจนในสิ่งขับถ่าย หรือนำมูลสัตว์ไปทำความร้อน ผลิตกระแสไฟฟ้า การเพาะปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง  ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ๆ  รวมถึงทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร 

“ ทางเลือกที่น่าสนใจเป็นคาร์บอนเครดิตจากโครงการT-Ver หรือกลไกลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย จะส่งเสริมการลดก๊าซ รับรองคาร์บอนเครดิต องค์กรนำไปใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ ภาคปศุสัตว์สามารถจัดการมูลสัตว์ นำน้ำเสียไปผลิตไฟฟ้า พัฒนาเป็นโครงการคาร์บอนเครดิตได้ ตัวอย่าง อบต.ท่ามะนาว ทำโครงการรวบรวมและจัดเก็บก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศฟาร์มหมู มีฟาร์มร่วม 8 โรงเรือน นำก๊าซไปใช้สำหรับ230 ครัวเรือน ก่อนขยายผลเพิ่มอีก4ฟาร์ม ส่งก๊าซสำหรับ 206 ครัวเรือน ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 4พันตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  ขายคาร์บอนเครดิตแล้ว 8 ยูโรต่อตัน  ”  ดร.พฤฒิกาให้ภาพชัดๆ

 เธอมองว่า ไทยยังต้องการเวทีแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการใหม่ๆ ที่สนับสนุนให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมีเป้าหมายลดก๊าซที่ชัดเจน ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี มาตรการสนับสนุนเพื่อมีส่วนร่วมพิชิตสองเป้าหมายของไทย

 

 

ด้าน ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ JGSEE กล่าวว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยเป็นภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะมีเทนในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ และระหว่างการผลิตปศุสัตว์ ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันผู้ประกอบการปศุสัตว์หรือกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยไม่มีข้อมูลว่าแต่ละกระบวนการปล่อยก๊าซปริมาณเท่าไหร่ มีเพียงรายงานผลการศึกษาในต่างประเทศเท่านั้น 

ประเด็นที่ทาง มจธ. สามารถช่วยกลุ่มภาคีปศุสัตว์  ศ.ดร.นวดล ระบุจะศึกษาหาข้อมูลพื้นฐาน ณ ปัจจุบัน Baseline ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย โดยการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ในแต่ละกระบวนการของอุตสาหกรรมปศุสัตว์

 “ การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งเน้นก๊าซมีเทน เช่น การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์โดยการเติมจุลินทรีย์ลงไปอาจทำให้ระบบการย่อยของสัตว์ดีขึ้น การวิเคราะห์จุลชีพในระบบทางเดินอาหารของสัตว์เพื่อออกแบบวิธีการให้อาหารสัตว์ที่เหมาะสม การพัฒนาอาหารเสริมสำหรับสัตว์ การพัฒนาปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ปลูกพืชที่นำมาใช้ผลิตอาหารสัตว์ให้สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างเพาะปลูก “

รวมถึงอาจเริ่มที่อาหารสัตว์ด้วยการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลังในประเทศให้เข้าสู่ระบบวัตถุดิบสีเขียว ซึ่ง มจธ.มีศักยภาพสนับสนุนทางวิชาการ

นอกจากนี้ มจธ.จะวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพสูงจากมูลสัตว์ การหมุนเวียนของเสียในฟาร์มมาใช้ประโยชน์ตามโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์และการผลิตปศุสัตว์ การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์และขนส่ง  นำกลไกซื้อขายคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์  และการพัฒนาทักษะให้กับบุคลากรอุตสาหกรรมนี้ เช่น ไบโอแก๊สเพื่อให้เข้าใจเรื่องแนวทางลดปริมาณการปล่อยก๊าซ

 ความร่วมมือกันครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ดี ธุรกิจปศุสัตว์ตระหนักถึงปัญหาการปล่อยก๊าซโลกร้อนในปัจจุบันและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าไม่ลุกขึ้นมาจัดการตั้งแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะสายเกินแก้!!

 

ข้อมูล : ไทยโพสต์

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ "เกษตรช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ" โดยมีกรมปศุสัตว์ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม ผ่านระบบการประชุมออนไลน์
รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาหมูแพง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกับประชาชนผู้บริโภค รวมไปถึงผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต่างได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาราคาเนื้อหมูที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และอ.ต.ก. จึงได้จัดโครงการ "เกษตรช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ" ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-19 ก.พ. 65 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ณ ลานกิจกรรมตลาดริมน้ำ อ.ต.ก. เลียบคลองบางซื่อ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม.
 
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย และบรรเทาความเดือดร้อนจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้วยการจัดจำหน่ายหมูเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นหมูเนื้อแดง คุณภาพดี การันตีด้วยมาตรฐานปศุสัตว์ OK ในราคาถูกกว่าท้องตลาด เพียงกิโลกรัมละ 140 บาท ซึ่งจะนำมาจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. จำนวน 150,000 กิโลกรัม โดยกำหนดซื้อได้คนละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เพื่อให้ทั่วถึงกันทุกคน
 
 
 
"กระทรวงและสหกรณ์พร้อมบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อให้สถานการณ์ราคาหมูกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ยังได้เดินหน้าในหลายกิจกรรม เพื่อช่วยเหลือประชาชนในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เช่น โครงการร้านข้าวแกง 20 บาท ที่ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา และเชื่อมั่นว่าโครงการ "เกษตรช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ" จำหน่ายหมูราคาถูกเพื่อประชาชนในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ได้สามารถบริโภคหมูที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม" นายเฉลิมชัย กล่าว
 
 
ข้อมูล : RYT9

นักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พัฒนาเทคโนโลยีกลุ่มจุลินทรีย์ ระบุแหล่งกำเนิดน้ำเสียในประเทศไทย (Microbial Source Tracking) แก้ปัญหามลพิษและโรคทางน้ำ ฟื้นฟูและจัดการคุณภาพแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ร่วมมือกับการประปาฯ กรมปศุสัตว์ กรมควบคุมมลพิษ ใช้ประโยชน์งานวิจัย สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เร็วนี้ ๆ เตรียมรับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2565 ในงานวันนักประดิษฐ์แห่งชาติ ประจำปี 2564 - 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

 

ปัจจุบัน แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ น้ำฝน น้ำแม่น้ำ ลำคลอง น้ำใต้ดินและน้ำทะเล เกิดความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก ผลมาจากการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ทั้งแบบที่ทราบจุดแน่นอน และแบบไม่ทราบจุดแน่นอน เช่น การรั่วไหลของท่อรวบรวมน้ำเสียใต้ดิน น้ำฝนที่ชะพาสิ่งสกปรกลงสู่ดินและแหล่งน้ำ ตลอดจนสิ่งปฏิกูลจากสัตว์ป่าและนกน้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มลพิษทางน้ำแบบไม่ทราบแหล่งกำเนิดแน่ชัด กลับมีปริมาณที่หลากหลายและส่งผลกระทบต่อภาวะมลพิษที่ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้มากกว่า ซึ่งยังคงไม่มีระบบบริหารจัดการ หรือระบบติดตาม ตรวจสอบ ที่เป็นรูปธรรม ทำให้ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณในการจัดการคุณภาพน้ำและน้ำเสียในปี พ.ศ. 2562 สูงถึง 2,154 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50 ของงบประมาณทั้งหมดที่ใช้ในการบริหารจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม

ดร.ขวัญรวี สิริกาญจน นักวิจัยเชี่ยวชาญ จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากผลของโครงการวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่มีผลกระทบสูงต่อประเทศ ช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม และลดปัญหาข้อขัดแย้งจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ประสบปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผลการวิจัยได้รับการต่อยอดร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประปานครหลวง และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้ประโยชน์งานวิจัยในการระบุแหล่งปนเปื้อนมลพิษ พร้อมกำหนดแผนจัดการฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้อย่างเมาะสมกับงบประมาณและความรุนแรงของปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ

"โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวคิดใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง หรือ Blue Economy ให้เกิดการกระตุ้นการท่องเที่ยวทางน้ำ และเพื่อเตรียมพร้อมให้ไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดในอาเซียน อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะด้านสุขภาพของประชาชนชาวไทย โดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ผลสำเร็จของโครงการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ กว่า 13 ผลงาน อ้างอิงผลกระทบเชิงวิชาการในระดับนานาชาติ 95 ครั้ง และคว้ารางวัลผลงานวิจัยระดับนานาชาติ จำนวน 6 รางวัล รวมทั้ง เป็นผลงานเดียวที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมจัดแสดงผลงานในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ นับว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานทรัพยากรวิจัย และการแข่งขันเชิงวิชาการของประเทศ" ดร.ขวัญรวี กล่าวเสริม

ข้อมูล : RTY9

 

ปัจจุบันการค้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป หลายประเทศมีนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องการผลิตสินค้าที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทย ได้ออกมาตรการเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืน อาทิ แผนการปฏิรูปสีเขียวของยุโรป (EU Green Deal) และ ESG: Environmental Social and Governance หรือหลักการทำธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแล ซึ่งเป็นเงื่อนไขการแข่งขันทางการค้า อีกทั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Greenhouse Gases Emission) ภายในประมาณปี ค.ศ. 2065 และการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 ตามนโยบายของภาครัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมในภาคปศุสัตว์ถูกระบุว่าเป็นผู้ปล่อยก๊าซมีเทน (ก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่งที่มีความร้ายแรงในการก่อให้เกิดโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 25 เท่า) ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องเร่งปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

 

 

 

 

โดยเมื่อวันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือโครงการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย (Thai Livestock Technical Consortium for Climate Neutrality, LCCN) ขึ้นระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับกลุ่มภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ทั้ง 9 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก, สมาคมสัตวแพทย์สัตว์น้ำไทย, สมาคมสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสัตว์เคี้ยวเอื้อง, สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์, สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการจัดสัมมนาเรื่อง "การลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์" ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ และเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต และร่วมหาแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย

 

รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าประเด็นการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเลี้ยงปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ตลอดจนสมาคมชั้นนำที่เกี่ยวข้อง ได้มีความริเริ่มและให้คำมั่นสัญญาที่จะลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่ให้เหลือการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2040 มหาวิทยาลัยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์และเครือข่ายได้เลือกที่จะทำความร่วมมือกันในการบรรลุดังกล่าว เชื่อว่าด้วยความร่วมมือกันของบุคคลในหลายๆ ส่วน และศักยภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย จะช่วยกันใช้ศักยภาพที่มีอยู่ ทำให้การดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

คุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ตัวแทนภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า เนื่องจาก มจธ. เป็นมหาวิทยาลัยแรกที่มีนโยบายชัดเจนด้านความยั่งยืนเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และสร้างการมีส่วนร่วม โดยมหาวิทยาลัยได้ประกาศเจตนารมณ์การปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2040 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการนำพาธุรกิจปศุสัตว์ไทยไปสู่ปศุสัตว์สีเขียว โดยตั้งเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) ในปี ค.ศ. 2040 เช่นกัน ดังนั้น การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เกิดความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคเอกชนซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปศุสัตว์ของไทยเดินหน้าเข้าสู่ปศุสัตว์สีเขียวได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

สำหรับเวทีการสัมมนาในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก นายสัตวแพทย์ ดร.ธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO/IFAD/WFP ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี มาบรรยายพิเศษ ถึง "แนวโน้มความต้องการสินค้าปศุสัตว์ในอนาคตและมาตรการการค้าในสหภาพยุโรป" ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ภาคปศุสัตว์โดยเฉพาะสินค้าส่งออกจำเป็นต้องรับทราบ นอกจากนี้ยังมีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ "ความสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคธุรกิจปศุสัตว์ไทย" โดย ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ ผู้อำนวยการสำนักประเมินและรับรองโครงการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), "บทบาทและแนวทางของกรมปศุสัตว์ในการส่งเสริมปศุสัตว์สีเขียว" โดย นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กรมปศุสัตว์ และ"ศักยภาพของ มจธ. ในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์" โดย ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ และ รศ.ดร.ธภัทร ศิลาเลิศรักษา โดยหลังจากนี้จะมีกิจกรรมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและเปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันไปตลอดทั้งปีอีกด้วย

ศ. ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ JGSEE กล่าวว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยเป็นภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะมีเทนในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ และระหว่างการผลิตปศุสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดีปัญหาในปัจจุบันคือ ผู้ประกอบการปศุสัตว์หรือกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยไม่มีข้อมูลว่าในแต่ละกระบวนการมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณเท่าไหร่อย่างชัดเจน จะมีเพียงรายงานผลการศึกษาในต่างประเทศเท่านั้น ดังนั้นประเด็นที่ทาง มจธ. สามารถช่วยกลุ่มภาคีปศุสัตว์ฯ ได้ประกอบด้วย การศึกษาหาข้อมูลพื้นฐาน ณ ปัจจุบัน Baseline ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย โดยการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ในแต่ละกระบวนการของห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (มุ่งเน้นก๊าซมีเทน) เช่น การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์โดยการเติมจุลินทรีย์ลงไปอาจทำให้ระบบการย่อยของสัตว์ดีขึ้น การวิเคราะห์จุลชีพในระบบทางเดินอาหารของสัตว์เพื่อออกแบบวิธีการให้อาหารสัตว์ที่เหมาะสม การพัฒนาอาหารเสริมสำหรับสัตว์ การพัฒนาปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ปลูกพืชที่นำมาใช้ผลิตอาหารสัตว์ให้สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างเพาะปลูก การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพสูงจากมูลสัตว์ การเพิ่มประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์และการผลิตปศุสัตว์ การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง การนำกลไกการซื้อขายคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย เป็นต้น และการพัฒนาทักษะให้กับบุคลากรในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย เพื่อให้มีความเข้าใจเรื่องแนวทางการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในตอนท้าย ศ. ดร.นวดล กล่าวว่า "ความร่วมมือกันครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ให้ทราบถึงปัญหาเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในปัจจุบันและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากมิได้มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไข รวมถึงร่วมกันหาแนวทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ลงเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) ในปี ค.ศ. 2040"

ข้อมูล : RYT9

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิด H5N6 โดยรายงานของหน่วยงานสาธารณสุขฮ่องกงระบุว่าผู้ติดเชื้อในจีนทั้ง 5 ราย ในปี 64 เป็นชาย 4 คน และหญิง 1 คน จากมณฑลเสฉวน, เจ้อเจียง และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยในจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดพบเสียชีวิตแล้ว 2 ราย ขณะที่อีก 3 ราย ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการหนัก โดยผู้ติดเชื้อทั้ง 5 ราย ในจำนวนนี้ 4 ราย สัมผัสกับสัตว์ปีก ขณะที่อีก 1 ราย อยู่ระหว่างการสืบสวน

 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนกมาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่กรมปศุสัตว์ก็ยังคงเตรียมความพร้อม และป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้สั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่นกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เป็นต้น รณรงค์ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่นเป็นต้น

ขณะเดียวกัน ได้ผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

 อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการ ควบคุมโรคทันที

 

ข้อมูล : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

 

 

 

 

" แพะขุน " หนึ่งอาชีพปศุสัตว์เลี้ยงง่าย ทนทาน ตลาดต้องการ
นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะให้ยั่งยืน มีผลผลิตที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการบริโภค การตลาด และการแปรรูป รวมถึงส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ ซึ่ง ?แพะขุน? นับเป็นสินค้าปศุสัตว์ทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ปัจจุบันได้รับความนิยมเลี้ยงในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ สำหรับการค้าและบริโภค เนื่องจากเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ทนทานต่อทุกสภาพภูมิอากาศใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย และให้ผลตอบแทนเร็ว
 

ปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแหล่งผลิตแพะที่สำคัญรองจากภาคใต้และภาคกลาง โดยพบการเลี้ยงมากในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยปี 2564 (ข้อมูลสำนักงาน ปศุสัตว์จังหวัด ณ วันที่ 17 มกราคม 2565) มีการเลี้ยงแพะเนื้อ รวม 4 จังหวัด 160,146 ตัว เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวน 86,118 ตัว (เพิ่มขึ้นร้อยละ 86) เกษตรกรผู้เลี้ยง 6,583 ราย โดยในปีงบประมาณ 2564 คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย หน่วยงาน องค์กรภาคราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เล็งเห็นความสำคัญและได้กำหนดแผนปฏิบัติราชการการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงแพะเนื้อภายใต้โครงการพัฒนานวัตกรรมเกษตรและอาหารปลอดภัยกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์คุณภาพสูง และพัฒนาการเลี้ยง สัตว์ให้มีคุณภาพ และมาตรฐานรองรับตลาดระดับสูง

ในการนี้ สศท.5 ได้ศึกษาวิจัยการผลิตและการตลาดแพะขุนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงแพะเนื้อมากที่สุด ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 โดยมีแพะเนื้อจำนวน 103,612 ตัว (คิดเป็นร้อยละ 65 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1) และมีเกษตรกรผู้เลี้ยง 3,765 ราย (คิดเป็นร้อยละ 57 ของของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1) เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงแพะพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เพื่อผลิตลูกแพะสำหรับขุนเอง หากเป็นลูกแพะเพศเมียจะเลี้ยงไว้เพื่อเป็นแม่พันธุ์ ส่วนเพศผู้เกษตรกรจะขุนเพื่อจำหน่ายให้กับพ่อค้า สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เป็นของตนเอง หรือผลิตลูกแพะได้ไม่เพียงพอ ต้องซื้อลูกแพะสำหรับขุนจากพ่อค้า โดยอาหารที่ใช้เลี้ยงแพะขุนส่วนใหญ่ คือ ต้นกระถิน ซึ่งหาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยน้ำหนักแพะขุนที่เกษตรกรนิยมจำหน่าย คือ ไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ตัว เนื่องจากได้รับราคาสูง และใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนความรู้ด้านการผลิต เช่น การคัดเลือกและผลิตสายพันธุ์แพะเนื้อ การป้องกันและรักษาโรค และการบริหารจัดการฟาร์ม เป็นต้น

สำหรับต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตแพะขุนของจังหวัดนครราชสีมา พบว่า มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 1,416 บาท/ตัว หรือ 64 บาท/กิโลกรัม โดยแม่พันธุ์ 1 ตัว โดยใน 1 ปี แม่พันธุ์สามารถให้ลูกได้ 1-2 รุ่น (รุ่นละ 1-2 ตัว) สำหรับแพะเพศเมีย จะเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือน และให้ลูกประมาณ 5 ปี จึงปลดระวาง ซึ่งเกษตรกรเลี้ยงแพะขุนได้ประมาณ 4 เดือน ก็สามารถจำหน่ายให้กับพ่อค้าได้ ในราคาเฉลี่ย 2,151 บาท/ตัว หรือ 98 บาท/กิโลกรัม (น้ำหนักเฉลี่ย 22 กิโลกรัม/ตัว) คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยสุทธิ (กำไร) 735 บาท/ตัว หรือ 33 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีรายได้จากการจำหน่ายมูลแพะเฉลี่ย 10 บาท/ตัว

สำหรับสถานการณ์ตลาดแพะขุน เกษตรกรจะจำหน่ายให้กับผู้รวบรวมในจังหวัด และพ่อค้าต่างจังหวัดซึ่งผู้ซื้อจะเป็นผู้ขนส่งแพะขุนและรับภาระค่าขนส่งทั้งหมด สำหรับผู้รวบรวมในจังหวัด เมื่อรวบรวมแพะขุนมีชีวิตจากเกษตรกรจะจำหน่ายต่อให้กับพ่อค้าจากต่างจังหวัด และต่างประเทศ โดยผู้ซื้อจะนำรถมาขนส่งแพะขุน มีชีวิตที่คอกพัก หรือจุดนัดหมายในพื้นที่ และเป็นผู้รับภาระค่าขนส่งทั้งหมด ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ ร้อยละ 74 จำหน่ายแพะขุนมีชีวิตให้ผู้รวบรวมในจังหวัด และร้อยละ 26 จำหน่ายพ่อค้าต่างจังหวัด ทั้งนี้ ผู้รวบรวมในจังหวัดจะจำหน่ายแพะขุนต่อให้กับพ่อค้าต่างจังหวัด ร้อยละ 61 ส่วนอีกร้อยละ 13 จำหน่ายให้กับพ่อค้าจากประเทศเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ราคาจำหน่าย แพะขุนต่ำกว่าปีที่ผ่านมาแต่ปริมาณการผลิตแพะขุนของเกษตรกรยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด อีกทั้งความต้องการของตลาดแพะขุนยังมีมาก ที่สำคัญแพะขุนเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย โตไว ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย ไม่ต้องจ้างแรงงานภายนอก เกษตรกรสามารถดำเนินการได้เองในครัวเรือน รวมถึงมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ จึงนับว่าการเลี้ยงแพะขุน เป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน สามารถทำได้เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม หากท่านใดที่สนใจข้อมูลเชิงลึกของผลการวิจัย สศท.5 ได้ทำการศึกษาการผลิต และการตลาดแพะขุนของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 โทร. 0 4446 5120 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it." ผู้อำนวยการ สศท.5 กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา

 

 

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ เร่งศึกษาและหาแนวทางในการผลิตอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนด้านอาหารสัตว์และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยและรายเล็ก โดยเตรียมสูตรอาหารสุกรลดต้นทุนสำหรับผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยและรายเล็กที่มีความพร้อมในการนำสุกรเข้าเลี้ยงในการเลี้ยงที่มีการจัดการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายหลังจากผ่านการตรวจประเมินความเสี่ยงโรค African Swine Fever หรือ ASF ในสุกร (อหิวาต์แอฟริกาในสุกร) ตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

 

 

ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ เน้นย้ำการเลี้ยงสุกรในระบบฟาร์มที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพทุกขนาดฟาร์มทั้งรายย่อย (จำนวนสุกรน้อยกว่า 50 ตัว) รายเล็ก (จำนวนสุกร 50-500 ตัว) รายกลาง (จำนวนสุกร 500-5,000 ตัว) และรายใหญ่ (จำนวนสุกรตั้งแต่ 5,000 ตัวขึ้นไป) เพื่อเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคและสามารถลดความเสียหายได้

การเลี้ยงสุกรของเกษตรกรที่ต้องซื้อลูกสุกรมาเลี้ยง มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยในปี 2564 กิโลกรัมละ 78.40 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 14%จากปี 63 โดยการเลี้ยงสุกรตั้งแต่ลูกสุกรจนกระทั่งเป็นสุกรขุนได้น้ำหนักตามที่ตลาดต้องการ มีต้นทุนค่าอาหารสัตว์รวมกันประมาณ 70% ที่ผ่านมาต้นทุนค่าอาหารสัตว์ในช่วงสุกรขุนปรับเพิ่มขึ้น 8% และต้นทุนค่าพันธุ์สุกรปรับเพิ่มขึ้นกว่า 20% เนื่องจากปัจจัยด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็นรายเดือน เฉลี่ยแล้วราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับเพิ่มขึ้น 12% ราคากากถั่วเหลืองปรับเพิ่มขึ้น 30% การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เนื่องจากประเทศไทยมีการผลิตปศุสัตว์ที่ขยายตัว วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตได้ภายในประเทศไม่เพียงพอจึงต้องนำเข้าทุกปี โดยการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เสียภาษีในอัตราแตกต่างกันขึ้นกับแหล่งนำเข้าว่ามีข้อตกลงการค้าร่วมกันหรือไม่ หากเป็นการนำเข้าจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) กากถั่วเหลือง เสียภาษีนำเข้า 2% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เสียภาษีนำเข้าในโควตา 20% นอกโควตา 73% และค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 180 กรมศุลกากรรายงานปริมาณนำเข้าปี 2564 (ม.ค.-พ.ย.) ปริมาณนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็น 2.64 ล้านตัน โดยนำเข้าจากประเทศบราซิล 90% ซึ่งต้องเสียภาษีนำเข้า 2% ส่วนการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็น 1.83 ล้านตัน นำเข้าจากประเทศเมียนมา 98% ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าแต่ต้องนำเข้าในช่วงเดือน ก.พ.-ส.ค. โดยการกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายอาหาร ซึ่งประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนสมาคมการค้าพืชไร่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ เป็นคณะกรรมการร่วมด้วย โดยจะมีการกำหนดทบทวนนโยบายและมาตรการในการนำเข้าคราวละ 3 ปี เพื่อให้สอดคล้องตามสถานการณ์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์พร้อมให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกขนาดการเลี้ยง ทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลางและรายใหญ่ สามารถนำสุกรเข้าเลี้ยงในฟาร์มได้ โดยต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงระดับฟาร์ม ปรับปรุงฟาร์มให้มีระบบการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งสามารถป้องกันโรค ASF ในสุกรและโรคระบาดอื่นๆ ในสุกรได้อีกด้วย ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อป้องกันความเสี่ยงและความเสียหายจากโรคระบาดในสุกร เนื่องจากปัจจุบันโรค ASF ในสุกรยังไม่มีวัคซีนและการใช้ยารักษาที่จำเพาะ สิ่งที่สำคัญในการลดความเสียหายและป้องกันโรคเข้าฟาร์มได้คือ ต้องมีระบบการป้องกันภายในฟาร์มสุกรที่ดี เช่น ไม่นำเศษอาหารมาเลี้ยงสุกร การอาบน้ำเปลี่ยนชุดเข้าฟาร์มของพนักงาน การพ่นยาฆ่าเชื้อรถขนส่ง การล้างพ่นยาฆ่าเชื้อโรงเรือน การป้องกันและกำจัดสัตว์พาหะ ยาฆ่าเชื้อที่สามารถฆ่าเชื้อ ASF ในสุกรได้นั้น ตามอัตราส่วนที่บริษัทผู้ผลิตแนะนำหรือโดยทั่วไปจะใช้ที่ 1:200 เช่น Glutaraldehyde, Phenol, Iodine, Chlorine เป็นต้น  

สำหรับวัคซีนซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถป้องกันโรค ASF ในสุกรได้นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยร่วมกันกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอย้ำว่าไม่สามารถกันการติดเชื้อหรือทำให้ตรวจไม่พบเชื้อ ASF ในสุกรได้ตามที่มีการนำเสนอตามสื่อออนไลน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคคือการเลี้ยงในระบบที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงปรับปรุงฟาร์มให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุนอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย รายเล็ก ในการกลับมาสู่อุตสาหกรรมการผลิตสุกรรอบใหม่ภายใต้การผลิตในระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่เหมาะสม

 

 ข้อมูล : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ โดย รัชดา คงขุนเทียน

 

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยกรณีมีรายงานทางสื่อออนไลน์เกี่ยวกับไส้กรอกที่ไม่มีแหล่งที่มาแน่ชัดกำลังระบาด ไส้กรอกไม่มียี่ห้อซึ่งทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการบริโภคเนื่องจากมีสารตกค้างพวกไนไตรท์และไนเตรทเกินปริมาณที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนด เมื่อบริโภคเข้าไปทำให้ป่วยมีอาการเมทฮีโมโกลบิน มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งตรวจสอบหาสาเหตุแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค จึงได้สั่งการไปยังปศุสัตว์เขตและจังหวัดทั่วประเทศให้เข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์ ให้มีความปลอดภัยอาหาร รักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านอาหารปลอดภัยในการผลิตสินค้าปศุสัตว์และรับรองสถานประกอบการเพื่อการส่งออก ได้กำกับดูแลระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดทั้งกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP (Good Agricultural Practices) โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกกฎหมาย โรงงานแปรรูปได้มาตรฐาน มีกระบวนการผลิตที่ถูกสุขอนามัย สินค้าที่ได้มีคุณภาพมาตรฐานปลอดภัย จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ มีการตรวจสอบและกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิต ไม่มีสารอันตรายตกค้าง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน โดยสินค้าผลิตภายใต้กระบวนการที่ถูกสุขอนามัยสอดคล้องตามหลักมาตรฐานสากล การปฏิบัติสุขลักษณะที่ดี (GHPs: Good Hygiene Practices) ตามข้อกำหนดและระเบียบของประเทศคู่ค้า และมีระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุม (HACCP: Hazard Analysis and Critical Control Point) มีเจ้าหน้าที่ตรวจโรคสัตว์ก่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์และหลังออกจากโรงฆ่าสัตว์ มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกำกับควบคุมกระบวนการผลิตที่โรงงานแปรรูป มีการสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ทั้งด้านสารตกค้าง และเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานเพื่อการส่งออกที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์แล้ว 371 แห่ง เป็นโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์จำนวน 108 แห่ง โรงงานเหล่านี้นอกจากผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกแล้ว ยังผลิตสินค้าขายในประเทศด้วย โดยใช้หลักคุณภาพและมาตรฐานในกระบวนการผลิตแบบเดียวกันในการผลิตสินค้าทั้งการส่งออกและขายในประเทศ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า สินค้าปศุสัตว์ที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองนั้น มีคุณภาพมาตรฐานการผลิตที่ถูกสุขอนามัย มีความปลอดภัยอาหาร ปลอดจากสารตกค้าง และที่สำคัญมีแหล่งที่มาชัดเจน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต

 

ข้อมูล : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ โดย รัชดา คงขุนเทียน 

 

สถานการณ์โรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ส่งผลผู้เลี้ยงหมูรายย่อยจำนวนกว่าครึ่งชะลอการเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์ ทำให้เนื้อหมูหายไปจากระบบเป็นจำนวนมาก

 

เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย คนที่หยุดการเลี้ยงจะมีแนวทางในการเตรียมความพร้อมอย่างไร เวทีสัมมนาสัญจร ภายใต้หัวข้อ หลังเว้นวรรค...จะกลับมาอย่างไรให้ปลอดภัย?” มีคำตอบ

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บอกถึงมาตรการที่เกษตรกรจำเป็นต้องทำลำดับแรก...ต้องเริ่มตั้งแต่การพิจารณาข้อมูลการติดเชื้อ ASF ระดับจังหวัดของฟาร์มตัวเองก่อน

โดยโซนนิ่งพื้นที่เสี่ยงแล้วแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่...พื้นที่เสี่ยงสูง หรือเขตโรคระบาด, พื้นที่เฝ้าระวัง หรือติดกับเขตโรคระบาด และพื้นที่เสี่ยงต่ำ หรือพื้นที่นอกเขตเฝ้าระวัง

จากนั้นเจาะลึกลงไปในพื้นที่เสี่ยงสูง แล้วแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอีกครั้ง คือส่วนพื้นที่วิกฤติ ส่วนพื้นที่ควบ คุมสูงสุด และส่วนพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด วัดตามระยะห่างจากจุดเกิดโรค 1 กม., 5 กม. และมากกว่า 5 กม. ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในพื้นที่เฝ้าระวัง หรือมีความเสี่ยงต่ำ คงไม่น่าห่วงนัก เพราะแสดงให้เห็นถึงการดูแลบริหารจัดการที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่พื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือระยะห่างจากฟาร์มอื่นที่เกิดโรคในรัศมี 1-5 กม. จำเป็นต้องแยกวิธีป้องกันโดยแบ่งโซน แยกคน แยกรถ งดกิจกรรม และตรวจติดตามควบคู่การลงรายละเอียดถึง 15 ข้อ อาทิ แยกเขตที่พักอาศัยกับเขตเลี้ยงสัตว์ให้ชัดเจน อาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนเข้าเขตเลี้ยงสัตว์ เปลี่ยนรองเท้าบูต-จุ่มฆ่าเชื้อ แยกรองเท้าใส่ภายนอก เจ้าของฟาร์มต้องซื้ออาหารจากแหล่งปลอดโรคที่มีมาตรฐาน ห้ามรถภายนอกเข้าฟาร์ม ให้รถส่งอาหารสัตว์มาเพียงเดือนละ 1 ครั้ง และพักอาหาร 24 ชม.

พ่นยาฆ่าเชื้อรถทุกคันก่อนเข้าฟาร์ม ป้องกันสัตว์พาหะทุกชนิด ใช้น้ำบาดาลในการเลี้ยงสุกร พ่นยาฆ่าเชื้อรอบประตูโรงเรือน โรยปูนขาวบนถนนและพื้น บ่อทิ้งซากใช้งานได้จริง ไม่นำซากสุกรออกนอกฟาร์ม ติดตั้ง CCTV หน้าฟาร์ม หน้าห้องอาบน้ำและในโรงเรือน โดยทั้งเจ้าของฟาร์มและคนงานต้องใส่ใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ห้ามมิให้หละหลวมตกหล่นแม้แต่ข้อเดียว

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรสามารถนำฟาร์มเข้าสู่มาตรฐานฟาร์มสุกรในระบบไบโอซีเคียวริตีจะเป็นหนทางดีที่สุด เพราะเป็นทางเดียวในขณะนี้ที่จะป้องกัน ASF ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เนื่องจากยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับโรคนี้ และถือว่าเป็นพื้นฐานของระบบการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถป้องกันโรคจากภายนอกได้แทบทุกชนิด

ข้อมูล : ไทยรัฐ ออนไลน์ 

 

วันที่ 6 ก.พ. 2565 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ให้ตรวจสอบสต๊อกห้องเย็นทั่วประเทศเพื่อป้องกันการกักตุนเนื้อสุกร และให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดนั้น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัด และเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดสนธิกำลังเร่งตรวจสอบห้องเย็นมาอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. - 4 ก.พ. 2565 ได้ดำเนินการตรวจห้องเย็นสินค้าปศุสัตว์แล้ว 1,303 แห่ง ตรวจพบเนื้อสุกรรวม 24.48 ล้านกิโลกรัม และการตรวจสอบดังกล่าวส่งผลให้ห้องเย็นเข้มงวดในการรับฝากสินค้า ผู้ประกอบการนำเนื้อหมูมาจำหน่ายตามปกติ ราคาเนื้อสุกรจึงเริ่มปรับตัวลดลง
 
เบื้องต้น ทางกรมปศุสัตว์ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีแล้วกับ 8 บริษัท ผู้เกี่ยวข้อง 17 ราย ภายใต้พระราชบัญญัติโรคระบาด พ.ศ.2558 และพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 รวมจำนวนเนื้อสุกรที่ถูกอายัดทั้งหมด 1.07 ล้านกิโลกรัม โดยรวมกรณีล่าสุดห้องเย็นใน จ.นครปฐม ที่พบเนื้อและชิ้นส่วนสุกรแช่แข็ง จำนวน 1.04 ล้านกิโลกรัม ขณะที่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ดำเนินการใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดต่อไป
 
รองโฆษกรัฐบาล ระบุต่อไปว่า จากข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานเครือข่ายเข้มงวดตรวจสต๊อกเนื้อสุกรในห้องเย็นทั่วประเทศ และต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ห้องเย็นทุกแห่งเข้มงวดในการรับฝากสินค้า บริษัทผู้ฝากไม่กล้ากักตุนเนื้อสุกรเพื่อโกยกำไร และนำเนื้อสุกรออกมาจำหน่ายตามปกติ ส่งผลให้ราคาหมูหน้าฟาร์มขณะนี้ปรับลดลง ซึ่งกรมปศุสัตว์รายงานว่า ล่าสุดราคาขยับลงมาที่ 100-104 บาทต่อกิโลกรัม ราคาค้าส่งห้างขายปลีก ลดลงมาที่ 160-166 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภคลงมาที่ 198-208 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ข้อมูล : ไทยรัฐ ออนไลน์

 

 

หมวดหมู่รอง

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

 

 

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

8 พฤษภาคม 2561 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ - ผู้เลี้ยงสุกรทั่วไทย 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ครบรอบการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตครบ 200 ปี หลังเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 พิธีไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไทย โดยใช้หัวหมูรวมจำนวน 4,247 หัว จะเป็นหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของวงการสุกรไทย ที่มีพัฒนาการการเลี้ยงสู่ระดับโลก แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะต้องช่วยกันนำพากันสู่อาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ให้เป็นมรดกการทำกินตกทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน นอกเหนือจากการสร้างอาหารปลอดภัยให้ประชากรของชาติ

ความพยายามเปิดตลาดเนื้อสุกรสู่ประเทศไทยที่มีมากอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกา โดยอาจมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ จนอาจกลายเป็นการสร้างปมบาดหมางกันระหว่างพลเมืองของสองประเทศ ที่มีบริษัทข้ามชาติของสหรัฐมาประกอบธุรกิจและได้รับการอุดหนุนด้วยดีเสมอมากับพลเมืองของไทย  

ในพิธีครั้งนี้นอกเหนือจากการไหว้สักการะและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้นำภูมิภาค พร้อมกันนี้จะมีการหนังสือถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์           ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC) และท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วย  โดยเน้นให้มองลึกถึงมิตรภาพและการไม่เปิดตลาดโดยมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เนื้อหาให้จดหมายภาษาอังกฤษจะเป็นดังนี้ :

เรียน   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์
          ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)
          สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC)
ผ่าน    ท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

          เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ได้ติดตามความพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา และความพยายามช่วยเหลือการค้าเนื้อสุกรของเกษตรกรสหรัฐ โดยการเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) มาเป็นระยะหลายปี

          ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จักกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่มีผลผลิตสุกรท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศประมาณกว่าร้อยละ 5 ในแต่ละปี และไม่ปรากฏว่าขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากสุกรแต่ประการใดในทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรไทยและภาครัฐร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการเป็นอุตสาหกรรมเลี้ยงชีพของพลเมืองไทย โดยดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์ เพื่อเกษตรกรของประเทศและอาหารปลอดภัยของประชากรไทย

          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเป็นเสาหลักของการบูรณาการการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์โดยเป็นห่วงโซ่อุปทานของทั้งต้นน้ำและปลายน้ำตามลำดับ เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมสุกรและเนื้อสุกรของสหรัฐและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรมพืชอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ บริษัทเวชภัณฑ์สัตว์ และเป็นการสร้างผลบวกต่อดุลการค้าของประเทศ ซึ่งห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงสุกรของไทยก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมสุกรของโลก

          บริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการต้อนรับและสนับสนุนด้วยดีจากคนไทยซึ่งกว่าร้อยละ 25 เป็นประชากรจากภาคเกษตรกรรมที่รวมไปถึงประชากรที่อยู่ในภาคปศุสัตว์ เช่น อุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ฯลฯ

          ถ้ารัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อสภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐและผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ซึ่งมันจะเป็นภัยพิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยและกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนไทย จากการเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน กับ สหรัฐที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

          การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกแต่ไม่ใช่กระทำการในลักษณะทำลายล้างมนุษยชาติด้วยกัน เพราะว่าการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพพื้นฐานของมนุษยชาติ ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยว่ามนุษยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจระหว่างประเทศ

          ผู้เลี้ยงสุกรไทยขอแนะนำสหรัฐว่าควรหยุดเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรส่งออกมายังประเทศไทยที่มีผลผลิตมากอย่างท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่มีการคัดค้านต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรไทย ผู้เลี้ยงสุกรไทยใคร่ขอให้ตระหนักบนพื้นฐานของมิตรภาพระหว่างพลเมืองสหรัฐอเมริกากับพลเมืองของไทย

 

ข้อมูลจาก : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย