ข่าวแวดวงปศุสัตว์

 
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้เผยแพร่ระบบข้อมูลสารสนเทศเชิงลึกด้านเศรษฐกิจการค้า (Trade Intelligence System : TIS) ในส่วนของระบบการบริหารจัดการสินค้าเกษตร (Agriculture Policy Dashboard) สินค้าเกษตรสำคัญ 6 สินค้า ได้แก่ มันสำปะหลัง ทุเรียน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา บนเว็บไซต์ คิดค้า.com เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกษตรร่วมกันขับเคลื่อน โดยมีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) ที่มีผู้อำนวยการ สนค. และเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ Single Big Data ร่วมกัน
 
โดย Dashboard ของสินค้าเกษตรสำคัญทั้ง 6 สินค้า ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ 1.ข้อมูลการผลิต เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรสำคัญระดับประเทศและระดับพื้นที่ 2.ราคาสินค้าเกษตร เพื่อติดตามราคาสินค้าเกษตรสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทาน 3.การส่งออก เพื่อติดตามสถานการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญปัจจุบันของไทย และ 4.โอกาสส่งออกและคู่แข่ง เพื่อหาโอกาสทางการค้าของสินค้าเกษตรสำคัญ รวมทั้งมีข้อมูลการเตือนภัย เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านราคา ตลาด และการผลิต
 
ทั้งนี้ ในเว็บไซต์คิดค้า.com ยังมีบทวิเคราะห์ทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจใช้บริการควบคู่กับ Dashboard เพื่อความครอบคลุมทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อติดตามสถานการณ์ทางการค้า วางแผนธุรกิจ แสวงหาโอกาส ป้องกันความเสี่ยง เพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน
 
“Dashboard สินค้าเกษตรสำคัญดังกล่าว สามารถใช้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรสำคัญในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ทั้งด้านการผลิต ราคา และการส่งออก โดยนำเสนอในรูปแบบ Dashboard ทำให้เห็นภาพ ใช้งานง่าย และแสดงผลการวิเคราะห์หลายมุมมอง สามารถนำไปกำหนดนโยบายเศรษฐกิจการค้าของประเทศและแก้ไขปัญหาทางการค้าได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชน สามารถเข้าใช้บริการข้อมูลการค้าเชิงลึกสำหรับติดตามสถานการณ์การค้า หาโอกาสและเข้าใจความเสี่ยงจากข้อมูลการค้าในหลายมิติ”นายรณรงค์กล่าว
 
สำหรับแผนการทำงานในระยะต่อไป สนค. และ สศก. อยู่ระหว่างร่วมกันพิจารณาคัดเลือกสินค้าเกษตรสำคัญเพิ่มเติม เช่น สินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมง เป็นต้น เพื่อพัฒนาระบบด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตร สำหรับวางแผนให้เกิดความสมดุลทั้งระบบและกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรได้ทันต่อสถานการณ์
 
ข้อมูล : MGR online

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 รายงานข่าวระบุว่า ที่ผ่านมา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมากรมปศุสัตว์สร้างขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติงานให้กับข้าราชการ ในองค์กรพร้อมด้วย นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ตามที่สภาผู้แทนราษฎร ช่วงวันพฤหัสบดีและศุกร์ที่ 17-18 ก.พ.65 มีการประชุมสภาตามญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน 173 คน เข้าชื่อกันเพื่ออภิปรายทั่วไปรัฐบาลในประเด็นต่างๆ เช่น ความผิดพลาดในการบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นการอภิปรายทั่วไป ไม่มีการลงมติไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจ นั้น

ด้านกรมปศุสัตว์มีญัตติที่เกี่ยวข้องในการอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีที่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 173 คน มีประเด็นการปกปิดข้อมูลการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ทำให้การระบาดแพร่กระจายไปทั่วประเทศ เกษตรกรเดือดร้อนเป็นวงกว้าง สุกรขาดตลาดและเนื้อสุกรมีราคาสูงขึ้นมาก

นายเฉลิมชัย กล่าวชี้แจงว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เราใช้การป้องกันโรค ASF ในไทยกว่า 3 ปีเต็ม ๆ จนประกาศเชื้ออย่างเป็นทางการโดยกรมปศุสัตว์ ASF ก็ไม่มีวัคซีน แค่ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองอยู่จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม เราทำมาตลอด เราสามารถป้องกันโรคได้ถึง 3 ปี เราได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่ป้องกัน ASF ได้ดีที่สุดในอาเซียนและ ยืนยันว่า ไม่มีการปกปิดทั้งสิ้น มันไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้ ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ มันไม่มีใครปิดบังกันได้ ทุกฝ่ายก็ทราบ เกษตรกรก็ทราบ มาตรการต่าง ๆ ถึงได้เกิดขึ้น เราดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทุกอย่าง

 
 
รวมถึงการชดเชยให้เกษตรกรรายเล็กรายย่อยที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเท่าฟาร์มขนาดกลาง-ใหญ่ ซึ่งไม่ใช่จ่ายกรณีเป็น ASF แต่กลุ่มเสี่ยงทั้งหมดต่างได้รับไม่มีการเอื้อให้กับนายทุนใหญ่ทั้งสิ้น สามารถตรวจสอบเอกสารราชการได้เลยว่ามีบริษัทใดบ้างส่งชิ้นส่วนสุกรไปต่างประเทศบ้างและที่สำคัญต้องขอขอบคุณข้าราชการกรมปศุสัตว์ทุกท่านที่เป็นกำลังหลักในการช่วยแก้ไขปัญหาการระบาดของโรค asf และการแก้ไขปัญหาด้านปศุสัตว์อื่นๆได้เป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้ ของฝากหลักการทำว่าต้องเน้นความถูกต้องเป็นหลัก เป็นแนวทางในการปฎิบัติในการทำงาน การทำงานล้วนมีปัญหาและอุปสรรคแต่ปัญหาทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีหากคนในองค์กรรู้รักสามัคคี และร่วมแรงร่วมใจในการทำงาน ขอให้ข้าราชการทุกท่านร่วมกันทำงานด้วยความเข้มแข็งดังเช่นที่ผ่านมาจนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมในหลายเรื่อง และที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการอีกเช่นกัน

พร้อมย้ำถึงหลักการสำคัญในการทำงานว่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราต้องฝ่าฟัน จะพ่ายแพ้ต่อปัญหาไม่ได้ ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการที่จะเดินหน้าแก้ไข และต้องทำงานในเชิงรุก ด้วยความรวดเร็ว ให้สอดคล้องกัสถานการณ์ในปัจจุบันและนอกจากนี้เพื่อผลสำเร็จเพื่อประเทศชาติโดยรวมอันเป็นที่รักยิ่ง เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานี อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวขอบคุณดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มาให้กำลังข้าราชการกรมปศุสัตว์ในการขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นและนอกจากนี้ขอขอบคุณดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนที่ได้ทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชาได้อย่างดียิ่งในการอภิปรายในการสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทราบถึงข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและจะกำชับข้าราชการกรมปศุสัตว์ทุกท่านดำเนินงานด้วยความ ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ยึดประโยชน์ของเกษตรกร

ข้อมูล : ประชาชาติธุรกิจ

วันที่ 19 ก.พ. ที่ศาลาประชาคมบ้านปางไม้ หมู่ที่ 9 ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย นายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มอบหมาย นายกิตติ อินทรกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นำทีม พม. ONE Home ลงพื้นที่ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี มอบไก่พันธุ์ไข่ 260 ตัว แก่ 15 ครอบครัว หวังบรรเทาความเดือดร้อน และลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ช่วงสถานการณ์โควิด พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 5 ครอบครัว ร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง และปศุสัตว์อำเภอแก่งกระจาน


นายกิตติ กล่าวว่า การมอบไก่พันธุ์ไข่ในวันนี้ เป็นเพียงหนึ่งกิจกรรมใน โครงการ “ขับเคลื่อนงาน Productive Welfare สวัสดิการเพื่อการพัฒนาและพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน” ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อเทิดพระเกียรติและเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563-2566 โดยที่ผ่านมาทีมสหวิชาชีพ ได้มีการคัดเลือกพื้นที่ชุมชนโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนนเรศวรบ้านห้วยโสกเป็นพื้นที่ดำเนินการ และมีการมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวในโครงการ ทั้ง 13 ครอบครัวๆ ละ 2,000 บาท พร้อมซ่อมแซมและจัดหาแผงโซลาร์เซลล์ และอบรมการจัดทําบัญชีครัวเรือน โดยสํานักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จะจังหวัดเพชรบุรี และอบรมการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ โดยสํานักงานปศุสัตว์อําเภอแก่งกระจานเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยกิจกรรมเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ เพื่อให้ครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการได้พัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป

ขอขอบคุณบริษัท บริษัท โดฟ อิควิปเมนท์ แอนด์ แมชชินเนอรี่ จํากัด และคณาจารย์และนิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาการพัฒนาสังคม มหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย ในการสนับสนุนไก่พันธุ์ไข่ในครั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมเป็นสื่อกลางในการประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ส่งต่อไปยังประชาชนที่เดือดร้อนให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และยั่งยืน

 

ข้อมูล : MGR online

 

 

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 ตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในการประชุมสภาว่า “ตอนนี้ราคาหมูสูงขึ้นหรือไม่ ไม่แพงเพราะอะไร เพราะนายกฯ เข้าไปแก้ไข ช่วยทุกเรื่อง ทั้งเรื่องโรคระบาด ผมไม่ปกปิด แต่สิ่งที่ท่านปกปิดผม ทำไมถึงมีการกักเก็บเนื้อสุกรไว้ในห้องเย็นจำนวนมาก มีคดีอยู่ในศาล และยืนยันว่าจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายทุกประการ ย้ำว่าไม่ได้รังแกใคร และไม่ได้สนับสนุนลูกค้ารายใหญ่ แต่ต้องการให้ประชาชนคนไทยระดับล่างเข้มแข็งให้มากที่สุด

โดยรายงานผลการตรวจสอบห้องเย็นสินค้าปศุสัตว์ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวต่อถึงการตรวจค้นวันนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 6,536 เป้าหมาย โดยมีการทำงานร่วมกันทุกกระทรวง และพบการกระทำความผิดในเรื่องของการกักตุน 15 แห่ง อายัดในส่วนของเนื้อหมูจำนวน 2,036,497.54 กิโลกรัม และถอนอายัดไปแล้ว 1,006,143 กิโลกรัม และยังได้ตรวจสอบห้องเย็นที่รับฝากซากสุกรทั้งทั้งประเทศ 421 เป้าหมาย พบการกระทำความผิด 9 แห่ง ถือเป็นการเก็บกักไม่ทราบที่มา ไม่มีใบอนุญาตขนย้าย ก็อย่างที่ทราบแล้วว่ารอบบ้านเราในภูมิภาคก็เกิดโรคนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าเราหลอกเขาไม่ได้หรอกครับ ผมก็หลอกตัวเองของผมไม่ได้เหมือนกัน”

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ขอยืนยันว่า ระบบการป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF ของประเทศไทย ดีที่สุดในอาเซียน สามารถป้องกันโรคได้นาน นับตั้งแต่ปี 2561 ที่พบการระบาดเกิดโรค ASF ในสุกรครั้งแรกในประเทศจีน มีการเตรียมความพร้อมรับมือต่อโรคมาโดยตลอด

โดยสั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรค การซ้อมแผนเตรียมความพร้อมรับมือ จัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค ASF ในสุกร (contingency plan) และแนวทางเวชปฏิบัติของโรค ASF ในสุกร (Clinical Practice Guideline) และได้เผยแพร่ในเว๊ปไซต์ของกรมปศุสัตว์ การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจเข้มนักท่องเที่ยวและเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันโรคเข้าประเทศ เพิ่มมาตรการเข้มงวดในการส่งออก ลดความเสี่ยงจาการส่งออกสุกร โดยห้ามรถขนส่งสุกรมีชีวิตเข้าไปส่งสุกรในประเทศที่มีการระบาด ให้ใช้รถขนถ่ายข้ามแดนในการส่งสุกรไปยังประเทศปลายทางแทน และต้องมีการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค การบูรณาการความร่วมมือร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ 

ได้แก่ องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ในการจัดประชุมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน (ไทย ลาว กัมพูชา  เวียดนาม) ในการป้องกันโรค การทำงานบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ในการจัดตั้งโรงพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค 

ประเด็นราคาสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น เมื่อเทียบราคากับสาธารณประชาชนจีนตอนที่มีการระบาดของโรค ASF พบว่าประเทศไทยยังมีราคาที่ถูกกว่ามาก โดยในปี 2563 สาธารณรัฐประชาชนจีนราคาสุกรหน้าฟาร์ม ประมาณ 36 หยวน หรือ 180 บาทต่อกิโลกรัม จะเป็นราคาเนื้อแดง ประมาณ 360 บาท โดยปัญหาราคาเนื้อสุกรแพงนั้นมาจากหลายปัจจัย

 

เนื่องจากปริมาณสุกรมีชีวิตที่ถูกแปรสภาพเป็นเนื้อสุกรลดลง ประกอบกับภาวะต้นทุนการผลิตสุกรขุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาอาหารสัตว์ เกษตรกรต้องลดความหนาแน่นของสุกรในฟาร์มและเลิกเลี้ยงสุกรในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพ ซึ่งจะมีการกลับมาเลี้ยงใหม่เมื่อมีการปรับและเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว และเนื่องด้วยการกักตุนเนื้อสุกรในห้องเย็น

ซึ่งจากการตรวจสอบห้องเย็นที่เข้มงวด ทำให้ห้องเย็นมีการเข้มงวดในการรับฝากสินค้ามากขึ้น มีการนำเนื้อสุกรมาจำหน่ายทำให้ราคาเป็นตามกลไกตลาด ส่งผลให้ปัจจุบันราคาเนื้อสุกรปรับลดลงแล้ว ทั้งขายส่งห้างปลีกและราคาขายปลีก นอกจากนี้จากการดำเนินงานอย่างเข้มงวดในการควบคุมป้องกันโรค และควบคุมการเคลื่อนย้ายอย่างเข้มงวด ทำให้สามารถควบคุมโรคได้วงจำกัดไม่แพร่กระจายแล้ว 

สำหรับการตรวจพบเชื้อ ASF ในเนื้อสุกรที่ส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา ในปี 2564 โดยสถาบันวิจัยด้านสุขภาพสัตว์และปศุสัตว์กัมพูชายืนยันตรวจพบเชื้อ ASF จากการตรวจ 2 รอบ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2564 และวันที่ 8 ตุลาคม 2564 นั้น ตามประกาศของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง กรมสุขภาพสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แจ้งว่ามีการจับกุมการกระทำความผิด 2 กรณี เป็นการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ไม่มีเอกสารใดๆ

ซึ่งกองเฉพาะกิจ กรมปศุสัตว์ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด และให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการปฏิบัติงาน บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สกัดการลักลอบ 24 ชั่วโมง จากเนื้อข่าวที่ปรากฏ จะต้องมียานพาหนะเป็นองค์ประกอบในการเคลื่อนย้ายสัตว์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลักลอบกระทำความผิดดังกล่าว และพื้นที่ที่ปรากฏเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก ห้ามบุคคลรวมถึงยานพาหนะทุกชนิดเข้าออกตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 6.00 น. หากฝ่าฝืนจะมีโทษสถานหนัก

ข้อมูล : RTY9

ศูนย์ผลิตน้ำนม มหาวิทนาลัยเกษตรศาตร์ ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 60“

จัดงาน “ นมเกษตรทำดี ปีที่ 60

พร้อมดัน “ นมเกษตร ” มุ่งสู่ธุรกิจเต็มรูปแบบระดับสากล

 

 

ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ผลิตสินค้า นมเกษตร และน้ำดื่มตราเกษตร จัดงาน  นมเกษตรทำดี ปีที่ 60  เนื่องในโอกาส เฉลิมฉลองศูนย์ผลิตน้ำนม มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ ก้าวขึ้นสู่ปีที 60 วางยุทธศาตร์การดำเนินงานสำคัญในปี 2565 ขับเคลื่อนธุรกิจตั้งเป้าเป็น Holding Company มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่ม ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจสู่เปาหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตาม S-curves BCG Model สอดคล้องวิสัยทัศน์มหาวิทนาลัยแห่งการเรียนรู้วิจัย และสร้างนวัตกรรมระดับโลก เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนแบบพื้นฐานของศาสตร์แห่งแผ่นดิน

ภายในงาน นมเกษตรทำดี ปีที่ 60 ” มีการแนะนำตัวแทนคนรุ่นใหม่ดื่มนมเกษตร KU Milk ICON อาทินายนิปุณ แก้วเรือน (ต้นกล้า) นิสิตปี 2 คณะวิศวกรรมศาตร์ น.ส.นันทิภัทร ภาระ (น้องฟ้า) นิสิตปี 1 คณะวนศาสตร์ และนักกีฬาเทควันโดของชมรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายชาคริต วาสประเสริฐสุข (น้องริว) นิสิตปี 2 คณะมนุษย์ศาตร์ และนักกีฬาทีมฟุตบอลเกษตรศาสตร์ เอฟซี ดร.ชเว ยอง-ช็อก (โค้ชเช) จากคณะวิทยาศาตร์การกีฬา ดร.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เครือข่ายนมดีทุกวัยดื่มได้ทุกวัน มีการจัดการแสดงนิทรรศการ และผลงานของนิสิตในโครงการประกวดนวัตกรรมเกษตร KU Milk Design Contest/ การประกวด Dairy and KU Milk Model โดยผศ.ดร.อรช กระแสอินทร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์/ การประกวด KU Milk Circular Living Idea โดย รศ.ดร.วีรเชษฐ์ จิตตาณิชย์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

ข้อมูล :  FB นมเกษตร

ผู้เลี้ยงหมูในประเทศไทยเวลานี้ นอกจากจะต้องยกระดับการสร้างมาตรฐานฟาร์มให้มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในสุกร (GFM) เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาโรคระบาดแอฟริกันในสุกร (ASF) ซ้ำอีกครั้ง ชั่วโมงนี้จะต้องนำกลไกการพัฒนาที่สะอาดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มสุกร ปรับประสิทธิภาพด้านต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆ เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ จะต้องทำธุรกิจรักษ์โลก ลดปล่อยก๊าซไม่ให้ตกขบวนกระแสโลก  ก็น่าจับตาปศุสัตว์ไทยจะไปทิศทางไหน

 

จากข้อมูลภาคเกษตรและอาหารมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 1 ใน 3 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ประมาณ 5.4 หมื่นล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เฉพาะภาคปศุสัตว์ปล่อยก๊าซประมาณ 7.2 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือราว 13% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ถือเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โดยการผลิตอาหารสัตว์ปล่อยก๊าซมากที่สุด 45% รองลงมากระบวนการหมักในระบบย่อยอาหารปลดปล่อย 39% และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ปล่อยก๊าซมากที่สุด โดยเฉพาะเนื้อวัวปล่อยก๊าซถึง 60 กิโลกรัมต่อผลิตภัณฑ์

ในไทยภาคเกษตรปล่อยก๊าซอันดับสองรองจากภาคพลังงาน  โดยการเพาะปลูกข้าวปล่อยก๊าซ 51% การปล่อย N2O จากดิน 21.99% และปศุสัตว์ 21.46%  เมื่อสำรวจการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไทย พบว่า สินค้าปศุสัตว์และอาหารสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรอื่นๆ มีการส่งออกไปสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อปี

ปัญหาในปัจจุบันผู้ประกอบการปศุสัตว์หรือกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยไม่มีข้อมูลว่า ในแต่ละกระบวนการมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณเท่าไหร่ชัดเจน  ขาดการเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวรองรับกับมาตรการใหม่เกี่ยวข้องกับการลดคาร์บอนที่หลายประเทศเร่งผลักดัน ซึ่งจะกระทบต่อปศุสัตว์บ้านเรา ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น

ความตื่นตัวกับปัญหานี้นำมาสู่พิธีลงนามความร่วมมือโครงการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย (Thai Livestock Technical Consortium for Climate Neutrality, LCCN) ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับกลุ่มภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ทั้ง 9 สมาคมประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก, สมาคมสัตวแพทย์สัตว์น้ำไทย, สมาคมสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสัตว์เคี้ยวเอื้อง, สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์, สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน

 

ดร.พฤฒิกา โรจน์กิตติคุณ ผู้อำนวยการสำนักประเมินและรับรองโครงการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก  (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า ในการประชุม COP 26 ที่ผ่านมาประเด็นสำคัญทุกประเทศเห็นร่วมกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เพื่มขึ้นเกิน 1.5 องศา และเรียกร้องให้ประเทศทบทวนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 และขอให้มีการส่งเป้าหมายภายในปีนี้  รวมถึงเชิญชวนให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซมีเทนด้วย นอกจากลดปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งเกี่ยวข้องกับไทยมาก

  นอกจากนี้ ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องสนับสนุนเงินทุนให้กับประเทศกำลังพัฒนาในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ จะเห็นได้ว่า จากข้อตกลงปารีสถึงกลาสโกว์เน้นการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง 81 ประเทศประกาศเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) และอีกกว่า 60 ประเทศอยู่ระหว่างพิจารณาเป้าหมายดังกล่าว ในส่วนไทยมี 2 เป้าหมาย คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (คาร์บอนนิวทรัล)  ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2065  

“ ทิศทางโลกมุ่งสู่พลังงานสะอาดและกระบวนการผลิตอาหารที่ยั่งยืน  สหรัฐจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (carbon  border tax) สำหรับสินค้านำเข้าที่ปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูง เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน โดยจะจัดเก็บเมื่อผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าสหรัฐ คาดว่าจะเริ่มใช้ปี2024 ส่วนอียูมีแผนปฏิรูปสีเขียว มาตรการสำคัญที่อาจกระทบผู้ประกอบการไทย คือ การเก็บค่าธรรมเนียม หรือภาษีคาร์บอน (CBAM)ของสินค้าที่นำเข้า เริ่มรายงานปี 2023 และบังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2026  มาตรการเหล่านี้มีโอกาสจะขยายรายการสินค้าที่ครอบคลุมภาคเกษตรในอนาคต  ไทยต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ” ดร.พฤฒิกา เน้นย้ำ

เหตุที่ภาคเกษตรและปศุสัตว์ต้องสนใจเรื่องก๊าซเรือนกระจก ผอ.สำนักประเมินฯ บอกว่า ไทยมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าว ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงจะกระทบต่อเกษตรกร ผลผลิตจะลดลง รายได้ก็ลดลง เราต้องปรับตัวและร่วมลดก๊าซ

อีกส่วนเป็นการตอบสนองความต้องการตลาดผู้บริโภคสีเขียว  อียูทำวิจัยพบ 57% ของผู้บริโภคใส่ใจสิ่งแวดล้อม 2ใน3 ของผู้บริโภคให้ความสำคัญโลกร้อนเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ หากปศุสัตว์มีการทำข้อมูลการปล่อยก๊าซ องค์กรสามารถนำข้อมูลไปบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้  ทั้งยังแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

การเตรียมพร้อมรับมือกับโลกร้อน ดร.พฤฒิกา กล่าวว่า ขณะนี้เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าสามารถปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและจัดการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก FAO พูดถึงการพัฒนาวิธีให้อาหารสัตว์ การจัดการมูลสัตว์ บางบริษัทผลิตอาหารที่เหมาะกับช่วงวัยของสัตว์ เช่น อาหารไก่ไข่รักษ์โลก อาหารสุกรรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดปริมาณไนโตรเจนในสิ่งขับถ่าย หรือนำมูลสัตว์ไปทำความร้อน ผลิตกระแสไฟฟ้า การเพาะปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง  ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ๆ  รวมถึงทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร 

“ ทางเลือกที่น่าสนใจเป็นคาร์บอนเครดิตจากโครงการT-Ver หรือกลไกลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย จะส่งเสริมการลดก๊าซ รับรองคาร์บอนเครดิต องค์กรนำไปใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ ภาคปศุสัตว์สามารถจัดการมูลสัตว์ นำน้ำเสียไปผลิตไฟฟ้า พัฒนาเป็นโครงการคาร์บอนเครดิตได้ ตัวอย่าง อบต.ท่ามะนาว ทำโครงการรวบรวมและจัดเก็บก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศฟาร์มหมู มีฟาร์มร่วม 8 โรงเรือน นำก๊าซไปใช้สำหรับ230 ครัวเรือน ก่อนขยายผลเพิ่มอีก4ฟาร์ม ส่งก๊าซสำหรับ 206 ครัวเรือน ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 4พันตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  ขายคาร์บอนเครดิตแล้ว 8 ยูโรต่อตัน  ”  ดร.พฤฒิกาให้ภาพชัดๆ

 เธอมองว่า ไทยยังต้องการเวทีแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการใหม่ๆ ที่สนับสนุนให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมีเป้าหมายลดก๊าซที่ชัดเจน ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี มาตรการสนับสนุนเพื่อมีส่วนร่วมพิชิตสองเป้าหมายของไทย

 

 

ด้าน ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ JGSEE กล่าวว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยเป็นภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะมีเทนในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ และระหว่างการผลิตปศุสัตว์ ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันผู้ประกอบการปศุสัตว์หรือกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยไม่มีข้อมูลว่าแต่ละกระบวนการปล่อยก๊าซปริมาณเท่าไหร่ มีเพียงรายงานผลการศึกษาในต่างประเทศเท่านั้น 

ประเด็นที่ทาง มจธ. สามารถช่วยกลุ่มภาคีปศุสัตว์  ศ.ดร.นวดล ระบุจะศึกษาหาข้อมูลพื้นฐาน ณ ปัจจุบัน Baseline ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย โดยการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ในแต่ละกระบวนการของอุตสาหกรรมปศุสัตว์

 “ การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งเน้นก๊าซมีเทน เช่น การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์โดยการเติมจุลินทรีย์ลงไปอาจทำให้ระบบการย่อยของสัตว์ดีขึ้น การวิเคราะห์จุลชีพในระบบทางเดินอาหารของสัตว์เพื่อออกแบบวิธีการให้อาหารสัตว์ที่เหมาะสม การพัฒนาอาหารเสริมสำหรับสัตว์ การพัฒนาปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ปลูกพืชที่นำมาใช้ผลิตอาหารสัตว์ให้สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างเพาะปลูก “

รวมถึงอาจเริ่มที่อาหารสัตว์ด้วยการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลังในประเทศให้เข้าสู่ระบบวัตถุดิบสีเขียว ซึ่ง มจธ.มีศักยภาพสนับสนุนทางวิชาการ

นอกจากนี้ มจธ.จะวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพสูงจากมูลสัตว์ การหมุนเวียนของเสียในฟาร์มมาใช้ประโยชน์ตามโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์และการผลิตปศุสัตว์ การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์และขนส่ง  นำกลไกซื้อขายคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์  และการพัฒนาทักษะให้กับบุคลากรอุตสาหกรรมนี้ เช่น ไบโอแก๊สเพื่อให้เข้าใจเรื่องแนวทางลดปริมาณการปล่อยก๊าซ

 ความร่วมมือกันครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ดี ธุรกิจปศุสัตว์ตระหนักถึงปัญหาการปล่อยก๊าซโลกร้อนในปัจจุบันและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าไม่ลุกขึ้นมาจัดการตั้งแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะสายเกินแก้!!

 

ข้อมูล : ไทยโพสต์

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ "เกษตรช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ" โดยมีกรมปศุสัตว์ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม ผ่านระบบการประชุมออนไลน์
รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาหมูแพง ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกับประชาชนผู้บริโภค รวมไปถึงผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต่างได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาราคาเนื้อหมูที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ และอ.ต.ก. จึงได้จัดโครงการ "เกษตรช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ" ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-19 ก.พ. 65 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ณ ลานกิจกรรมตลาดริมน้ำ อ.ต.ก. เลียบคลองบางซื่อ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม.
 
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย และบรรเทาความเดือดร้อนจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้วยการจัดจำหน่ายหมูเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นหมูเนื้อแดง คุณภาพดี การันตีด้วยมาตรฐานปศุสัตว์ OK ในราคาถูกกว่าท้องตลาด เพียงกิโลกรัมละ 140 บาท ซึ่งจะนำมาจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. จำนวน 150,000 กิโลกรัม โดยกำหนดซื้อได้คนละไม่เกิน 5 กิโลกรัม เพื่อให้ทั่วถึงกันทุกคน
 
 
 
"กระทรวงและสหกรณ์พร้อมบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อให้สถานการณ์ราคาหมูกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ยังได้เดินหน้าในหลายกิจกรรม เพื่อช่วยเหลือประชาชนในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เช่น โครงการร้านข้าวแกง 20 บาท ที่ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา และเชื่อมั่นว่าโครงการ "เกษตรช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ" จำหน่ายหมูราคาถูกเพื่อประชาชนในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ได้สามารถบริโภคหมูที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม" นายเฉลิมชัย กล่าว
 
 
ข้อมูล : RYT9

นักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พัฒนาเทคโนโลยีกลุ่มจุลินทรีย์ ระบุแหล่งกำเนิดน้ำเสียในประเทศไทย (Microbial Source Tracking) แก้ปัญหามลพิษและโรคทางน้ำ ฟื้นฟูและจัดการคุณภาพแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ร่วมมือกับการประปาฯ กรมปศุสัตว์ กรมควบคุมมลพิษ ใช้ประโยชน์งานวิจัย สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เร็วนี้ ๆ เตรียมรับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2565 ในงานวันนักประดิษฐ์แห่งชาติ ประจำปี 2564 - 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

 

ปัจจุบัน แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ น้ำฝน น้ำแม่น้ำ ลำคลอง น้ำใต้ดินและน้ำทะเล เกิดความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก ผลมาจากการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ทั้งแบบที่ทราบจุดแน่นอน และแบบไม่ทราบจุดแน่นอน เช่น การรั่วไหลของท่อรวบรวมน้ำเสียใต้ดิน น้ำฝนที่ชะพาสิ่งสกปรกลงสู่ดินและแหล่งน้ำ ตลอดจนสิ่งปฏิกูลจากสัตว์ป่าและนกน้ำ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มลพิษทางน้ำแบบไม่ทราบแหล่งกำเนิดแน่ชัด กลับมีปริมาณที่หลากหลายและส่งผลกระทบต่อภาวะมลพิษที่ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้มากกว่า ซึ่งยังคงไม่มีระบบบริหารจัดการ หรือระบบติดตาม ตรวจสอบ ที่เป็นรูปธรรม ทำให้ประเทศไทยสูญเสียงบประมาณในการจัดการคุณภาพน้ำและน้ำเสียในปี พ.ศ. 2562 สูงถึง 2,154 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50 ของงบประมาณทั้งหมดที่ใช้ในการบริหารจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม

ดร.ขวัญรวี สิริกาญจน นักวิจัยเชี่ยวชาญ จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากผลของโครงการวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่มีผลกระทบสูงต่อประเทศ ช่วยสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม และลดปัญหาข้อขัดแย้งจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ประสบปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ผลการวิจัยได้รับการต่อยอดร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประปานครหลวง และกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้ประโยชน์งานวิจัยในการระบุแหล่งปนเปื้อนมลพิษ พร้อมกำหนดแผนจัดการฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน แผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ได้อย่างเมาะสมกับงบประมาณและความรุนแรงของปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ

"โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวคิดใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง หรือ Blue Economy ให้เกิดการกระตุ้นการท่องเที่ยวทางน้ำ และเพื่อเตรียมพร้อมให้ไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดในอาเซียน อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะด้านสุขภาพของประชาชนชาวไทย โดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ผลสำเร็จของโครงการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ กว่า 13 ผลงาน อ้างอิงผลกระทบเชิงวิชาการในระดับนานาชาติ 95 ครั้ง และคว้ารางวัลผลงานวิจัยระดับนานาชาติ จำนวน 6 รางวัล รวมทั้ง เป็นผลงานเดียวที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมจัดแสดงผลงานในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2565 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ นับว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฐานทรัพยากรวิจัย และการแข่งขันเชิงวิชาการของประเทศ" ดร.ขวัญรวี กล่าวเสริม

ข้อมูล : RTY9

 

ปัจจุบันการค้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป หลายประเทศมีนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องการผลิตสินค้าที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทย ได้ออกมาตรการเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืน อาทิ แผนการปฏิรูปสีเขียวของยุโรป (EU Green Deal) และ ESG: Environmental Social and Governance หรือหลักการทำธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแล ซึ่งเป็นเงื่อนไขการแข่งขันทางการค้า อีกทั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Greenhouse Gases Emission) ภายในประมาณปี ค.ศ. 2065 และการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 ตามนโยบายของภาครัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมในภาคปศุสัตว์ถูกระบุว่าเป็นผู้ปล่อยก๊าซมีเทน (ก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่งที่มีความร้ายแรงในการก่อให้เกิดโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 25 เท่า) ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องเร่งปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

 

 

 

 

โดยเมื่อวันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือโครงการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย (Thai Livestock Technical Consortium for Climate Neutrality, LCCN) ขึ้นระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับกลุ่มภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ทั้ง 9 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก, สมาคมสัตวแพทย์สัตว์น้ำไทย, สมาคมสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสัตว์เคี้ยวเอื้อง, สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์, สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการจัดสัมมนาเรื่อง "การลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์" ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ และเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต และร่วมหาแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย

 

รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าประเด็นการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเลี้ยงปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ตลอดจนสมาคมชั้นนำที่เกี่ยวข้อง ได้มีความริเริ่มและให้คำมั่นสัญญาที่จะลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่ให้เหลือการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2040 มหาวิทยาลัยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์และเครือข่ายได้เลือกที่จะทำความร่วมมือกันในการบรรลุดังกล่าว เชื่อว่าด้วยความร่วมมือกันของบุคคลในหลายๆ ส่วน และศักยภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย จะช่วยกันใช้ศักยภาพที่มีอยู่ ทำให้การดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

คุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ตัวแทนภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า เนื่องจาก มจธ. เป็นมหาวิทยาลัยแรกที่มีนโยบายชัดเจนด้านความยั่งยืนเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และสร้างการมีส่วนร่วม โดยมหาวิทยาลัยได้ประกาศเจตนารมณ์การปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2040 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการนำพาธุรกิจปศุสัตว์ไทยไปสู่ปศุสัตว์สีเขียว โดยตั้งเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) ในปี ค.ศ. 2040 เช่นกัน ดังนั้น การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เกิดความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคเอกชนซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปศุสัตว์ของไทยเดินหน้าเข้าสู่ปศุสัตว์สีเขียวได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

สำหรับเวทีการสัมมนาในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก นายสัตวแพทย์ ดร.ธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO/IFAD/WFP ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี มาบรรยายพิเศษ ถึง "แนวโน้มความต้องการสินค้าปศุสัตว์ในอนาคตและมาตรการการค้าในสหภาพยุโรป" ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ภาคปศุสัตว์โดยเฉพาะสินค้าส่งออกจำเป็นต้องรับทราบ นอกจากนี้ยังมีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ "ความสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคธุรกิจปศุสัตว์ไทย" โดย ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ ผู้อำนวยการสำนักประเมินและรับรองโครงการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), "บทบาทและแนวทางของกรมปศุสัตว์ในการส่งเสริมปศุสัตว์สีเขียว" โดย นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กรมปศุสัตว์ และ"ศักยภาพของ มจธ. ในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์" โดย ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ และ รศ.ดร.ธภัทร ศิลาเลิศรักษา โดยหลังจากนี้จะมีกิจกรรมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและเปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันไปตลอดทั้งปีอีกด้วย

ศ. ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ JGSEE กล่าวว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยเป็นภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะมีเทนในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ และระหว่างการผลิตปศุสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดีปัญหาในปัจจุบันคือ ผู้ประกอบการปศุสัตว์หรือกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยไม่มีข้อมูลว่าในแต่ละกระบวนการมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณเท่าไหร่อย่างชัดเจน จะมีเพียงรายงานผลการศึกษาในต่างประเทศเท่านั้น ดังนั้นประเด็นที่ทาง มจธ. สามารถช่วยกลุ่มภาคีปศุสัตว์ฯ ได้ประกอบด้วย การศึกษาหาข้อมูลพื้นฐาน ณ ปัจจุบัน Baseline ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย โดยการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ในแต่ละกระบวนการของห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (มุ่งเน้นก๊าซมีเทน) เช่น การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์โดยการเติมจุลินทรีย์ลงไปอาจทำให้ระบบการย่อยของสัตว์ดีขึ้น การวิเคราะห์จุลชีพในระบบทางเดินอาหารของสัตว์เพื่อออกแบบวิธีการให้อาหารสัตว์ที่เหมาะสม การพัฒนาอาหารเสริมสำหรับสัตว์ การพัฒนาปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ปลูกพืชที่นำมาใช้ผลิตอาหารสัตว์ให้สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างเพาะปลูก การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพสูงจากมูลสัตว์ การเพิ่มประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์และการผลิตปศุสัตว์ การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง การนำกลไกการซื้อขายคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย เป็นต้น และการพัฒนาทักษะให้กับบุคลากรในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย เพื่อให้มีความเข้าใจเรื่องแนวทางการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในตอนท้าย ศ. ดร.นวดล กล่าวว่า "ความร่วมมือกันครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ให้ทราบถึงปัญหาเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในปัจจุบันและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากมิได้มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไข รวมถึงร่วมกันหาแนวทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ลงเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) ในปี ค.ศ. 2040"

ข้อมูล : RYT9

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิด H5N6 โดยรายงานของหน่วยงานสาธารณสุขฮ่องกงระบุว่าผู้ติดเชื้อในจีนทั้ง 5 ราย ในปี 64 เป็นชาย 4 คน และหญิง 1 คน จากมณฑลเสฉวน, เจ้อเจียง และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยในจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดพบเสียชีวิตแล้ว 2 ราย ขณะที่อีก 3 ราย ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการหนัก โดยผู้ติดเชื้อทั้ง 5 ราย ในจำนวนนี้ 4 ราย สัมผัสกับสัตว์ปีก ขณะที่อีก 1 ราย อยู่ระหว่างการสืบสวน

 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนกมาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่กรมปศุสัตว์ก็ยังคงเตรียมความพร้อม และป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้สั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่นกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เป็นต้น รณรงค์ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่นเป็นต้น

ขณะเดียวกัน ได้ผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

 อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการ ควบคุมโรคทันที

 

ข้อมูล : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

 

 

 

 

หมวดหมู่รอง

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

 

 

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

8 พฤษภาคม 2561 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ - ผู้เลี้ยงสุกรทั่วไทย 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ครบรอบการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตครบ 200 ปี หลังเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 พิธีไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไทย โดยใช้หัวหมูรวมจำนวน 4,247 หัว จะเป็นหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของวงการสุกรไทย ที่มีพัฒนาการการเลี้ยงสู่ระดับโลก แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะต้องช่วยกันนำพากันสู่อาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ให้เป็นมรดกการทำกินตกทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน นอกเหนือจากการสร้างอาหารปลอดภัยให้ประชากรของชาติ

ความพยายามเปิดตลาดเนื้อสุกรสู่ประเทศไทยที่มีมากอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกา โดยอาจมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ จนอาจกลายเป็นการสร้างปมบาดหมางกันระหว่างพลเมืองของสองประเทศ ที่มีบริษัทข้ามชาติของสหรัฐมาประกอบธุรกิจและได้รับการอุดหนุนด้วยดีเสมอมากับพลเมืองของไทย  

ในพิธีครั้งนี้นอกเหนือจากการไหว้สักการะและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้นำภูมิภาค พร้อมกันนี้จะมีการหนังสือถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์           ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC) และท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วย  โดยเน้นให้มองลึกถึงมิตรภาพและการไม่เปิดตลาดโดยมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เนื้อหาให้จดหมายภาษาอังกฤษจะเป็นดังนี้ :

เรียน   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์
          ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)
          สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC)
ผ่าน    ท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

          เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ได้ติดตามความพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา และความพยายามช่วยเหลือการค้าเนื้อสุกรของเกษตรกรสหรัฐ โดยการเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) มาเป็นระยะหลายปี

          ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จักกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่มีผลผลิตสุกรท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศประมาณกว่าร้อยละ 5 ในแต่ละปี และไม่ปรากฏว่าขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากสุกรแต่ประการใดในทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรไทยและภาครัฐร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการเป็นอุตสาหกรรมเลี้ยงชีพของพลเมืองไทย โดยดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์ เพื่อเกษตรกรของประเทศและอาหารปลอดภัยของประชากรไทย

          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเป็นเสาหลักของการบูรณาการการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์โดยเป็นห่วงโซ่อุปทานของทั้งต้นน้ำและปลายน้ำตามลำดับ เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมสุกรและเนื้อสุกรของสหรัฐและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรมพืชอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ บริษัทเวชภัณฑ์สัตว์ และเป็นการสร้างผลบวกต่อดุลการค้าของประเทศ ซึ่งห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงสุกรของไทยก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมสุกรของโลก

          บริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการต้อนรับและสนับสนุนด้วยดีจากคนไทยซึ่งกว่าร้อยละ 25 เป็นประชากรจากภาคเกษตรกรรมที่รวมไปถึงประชากรที่อยู่ในภาคปศุสัตว์ เช่น อุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ฯลฯ

          ถ้ารัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อสภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐและผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ซึ่งมันจะเป็นภัยพิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยและกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนไทย จากการเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน กับ สหรัฐที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

          การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกแต่ไม่ใช่กระทำการในลักษณะทำลายล้างมนุษยชาติด้วยกัน เพราะว่าการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพพื้นฐานของมนุษยชาติ ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยว่ามนุษยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจระหว่างประเทศ

          ผู้เลี้ยงสุกรไทยขอแนะนำสหรัฐว่าควรหยุดเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรส่งออกมายังประเทศไทยที่มีผลผลิตมากอย่างท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่มีการคัดค้านต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรไทย ผู้เลี้ยงสุกรไทยใคร่ขอให้ตระหนักบนพื้นฐานของมิตรภาพระหว่างพลเมืองสหรัฐอเมริกากับพลเมืองของไทย

 

ข้อมูลจาก : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย