ข่าวแวดวงปศุสัตว์

‘ปศุสัตว์’ ขอผู้เลี้ยงสัตว์ทุกคนเลี้ยง รัก รับผิดชอบ พาสัตว์เลี้ยงฉีดวัคซีนกันพิษสุนัขบ้า

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ที่มุ่งให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า ไม่มีผู้เสียชีวิตและสัตว์จากโรคพิษสุนัขบ้า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการร่วมมือในการควบคุม ป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้ากับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าอันตรายติดต่อได้ทั้งสัตว์และคน เป็นแล้วไม่มีทางรักษา ทางที่ดีที่สุดคือการควบคุมและป้องกันการเกิดโรคเท่านั้น จึงขอความร่วมมือผู้เลี้ยงสัตว์ทุกคนเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ รักไม่ทอดทิ้ง และพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคอันตรายติดต่อได้ในคนและสัตว์ ถึงแม้จะใช้ชื่อว่าโรคพิษสุนัขบ้า แต่สามารถติดได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น สุนัข แมว โค กระบือ หนู กระรอก กระต่าย ลิง ค้างคาว เป็นต้น ในประเทศไทย สัตว์ที่พบว่ามีการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสูงสุด คือ สุนัข โดยในปี พ.ศ.2564 ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูล Thai Rabies Net พบว่า สุนัขพบผลบวกต่อโรคพิษสุนัขบ้าสูงถึง ร้อยละ 86 จากจำนวนสัตว์ที่พบผลบวกทั้งหมด โรคนี้ติดต่อได้จากการสัมผัสกับน้ำลายจากการถูกกัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีบาดแผล รอยถลอก รอยขีดข่วน หรือถูกเลียบริเวณเยื่อบุตา หรือปาก นอกจากนี้ การชำแหละซากสัตว์หรือรับประทานผลิตภัณฑ์ดิบจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าก็สามารถติดโรคได้ ซึ่งอาการของโรคที่พบในสัตว์ มี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มแรก มีอาการประมาณ 2-3 วัน โดยสุนัขจะมีอารมณ์ และอุปนิสัยเปลี่ยนไปจากเดิม เริ่มมีไข้เล็กน้อย ม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ กินข้าว กินน้ำ ลดลง ระยะที่ 2 เป็นระยะตื่นเต้น จะเริ่มมีอาการทางระบบประสาท สุนัขจะกระวนกระวาย ตื่นเต้น ไม่อยู่นิ่ง กัดแทะสิ่งของ สิ่งแปลกปลอม กัดทุกสิ่งไม่เลือก โดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด เสียงเห่าหอนเปลี่ยนไป ตัวแข็ง บางตัวล้มชัก และระยะสุดท้าย เป็นระยะอัมพาต สุนัขจะมีคางห้อยตก ลิ้นมีสีแดงคล้ำห้อยออกนอกปาก น้ำลายไหล และไม่สามารถใช้ลิ้นได้ สุนัขบางตัวอาจแสดงอาการขยอกหรือขย้อน คล้ายมีของติดลำคอ ทรงตัวไม่ได้ เริ่มเป็นอัมพาต โดยอาการอัมพาตจะเริ่มจากขาหลัง และตายในที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่สัตว์จะตาย ภายใน 10 วันหลังแสดงอาการ นอกจากนี้ พรบ.โรคพิษสุนัขบ้า ยังได้ระบุถึงอาการของโรคพิษสุนัขบ้า ไว้ว่าอาจแสดงอาการได้ทั้งดุร้ายหรือเซื่องซึม

เนื่องจากโรคนี้ ถ้าเป็นโรคที่ติดแล้วไม่มีทางรักษา ทางที่ดีที่สุดคือ การควบคุมและป้องกันการเกิดโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งตาม พรบ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 ได้กำหนดให้เจ้าของสัตว์ต้องจัดการให้สัตว์เลี้ยงทุกตัว ได้แก่ สุนัข และแมว ได้รับการฉีดวัคซีนจากสัตวแพทย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์หรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ ตามกำหนดเวลา โดยให้เริ่มฉีดเข็มแรกที่อายุตั้งแต่ 2 – 4 เดือน จากนั้นกระตุ้นเข็มที่ 2 หลังจากเข็มแรก 1 เดือน และกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกๆ ปี (ตามกำหนดปีละ 1 ครั้ง) สำหรับสัตว์กลุ่มอื่นๆ เช่น โค กระบือ สุกร ตามระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวงและควรเน้นในการป้องกันการเข้าออกของสัตว์อื่น โดยเฉพาะสุนัข ไปยังคอกเลี้ยงสัตว์นั้นๆ แต่ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าสัตว์ได้รับการฉีควัคซีนแล้ว หากถูกสัตว์สงสัยหรือสัตว์ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้ากัดหรือข่วน ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าโดยเร็วที่สุดหลังถูกกัด ตามโปรแกรมที่เหมาะสมต่อไปด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการควบคุมและป้องกันโรคนี้คือ เจ้าของควรเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ไม่ปล่อยวิ่งในที่สาธารณะ โดยขาดผู้ดูแล และไม่นำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยทิ้งให้เป็นปัญหาต่อสังคมในอนาคต และควรระมัดระวังตนเอง โดยการไม่ไปแหย่ แย่ง หยิบ ยุ่งกับสัตว์จรจัด หรือสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติวัคซีนแน่ชัด อันจะเป็นความเสี่ยงให้ได้รับโรคพิษสุนัขบ้า หรือหากถูกสุนัขหรือแมวที่สงสัยโรคพิษสุนัขบ้ากัด หรือข่วน ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่ให้สะอาด ใส่ยาแผล หากเป็นไปได้จับสัตว์สงสัยกักขังไว้ และรีบพบแพทย์ เพื่อรับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อทราบและเร่งดำเนินการตรวจสอบในพื้นที่ภายใน 12 ชั่วโมง

 

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยรายงานสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 7 มีนาคม 2565 พบรายงานสัตว์ตรวจพบให้ผลบวกต่อโรคพิษสุนัขบ้าสะสม จำนวน 42 ตัว เฉลี่ยพบผลบวกต่อโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์รายวันเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6 ตัว/วัน ส่วนใหญ่เป็นการพบโรคในสุนัข อยู่ที่ร้อยละ 98 ของสัตว์ที่พบผลบวกทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นสุนัขที่ไม่มีและไม่ทราบประวัติการมีเจ้าของ อยู่ที่ร้อยละ 89 ของสุนัขที่พบผลบวกทั้งหมด จังหวัดที่พบการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าสูงสุด คือจังหวัดชลบุรี 29 ตัวอย่าง รองลงมาคือ จังหวัดสมุทรปราการ 3 ตัวอย่าง ซึ่งปัจจุบันพบมีรายงานผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าในปี พ.ศ.2565 แล้ว 1 ราย ในพื้นที่อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย ในช่วงระยะ 1 เดือนย้อนหลัง และยังอยู่ในระยะของการเฝ้าระวังโรค ได้แก่ ชลบุรี สงขลา สมุทรปราการ อุบลราชธานี และนครสวรรค์ ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข้อมูลหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ และสามารถติดตามสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าได้ที่ www.thairabies.net

 

ข้อมูล : มติชน

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 65 พบรายงานการระบาดของโรค “ไข้หวัดนก” สายพันธุ์ชนิดความรุนแรงสูง (HPAI) ชนิด H5N1, H5N6, H5N2, H5N5 และ H5N8 มากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา แอฟริกา รวมทั้งในเอเชีย อาทิ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม อีกทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานพบการติดเชื้อไข้หวัดนกในคนชนิด H5N6 ในสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีผู้เสียชีวิต

ดังนั้น กรมฯ ในฐานะหน่วยงานหลัก ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังคงเตรียมความพร้อมในการป้องกันโรคไข้หวัดนก เข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกรมฯ ได้เน้นย้ำมาตรการป้องกันโรคไข้หวัดนกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งให้คำแนะนำวิธีการป้องกันโรคไข้หวัดนกแก่เกษตรกร ตั้งแต่การปรับระบบการเลี้ยง โดยเน้นระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น ป้องกันนกธรรมชาติเข้าเล้า/โรงเรือน ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบริเวณสัตว์อาศัยอยู่เป็นประจำ หาแหล่งน้ำบริโภคให้สะอาด ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า-ออกฟาร์ม ในกรณีที่จะนำสัตว์ปีกเข้าร่วมฝูง จะต้องมีการกักกันไว้ในบริเวณอื่นก่อน อย่างน้อย 7 วัน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี กรมฯ ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก สังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทันที เพื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และดำเนินมาตรการ ควบคุมโรคทันที

 

ข้อมูล : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

 

 
ประกาศจากทางกรมปศุสัตว์
 
เรื่อง ปศุสัตว์ย้ำ!! ไก่ไทยไร้สารตกค้าง ไร้ฮอร์โมน ผู้บริโภคมั่นใจทานได้ปกติ คู่ค้ามั่นใจส่งออกได้ต่อเนื่อง
เนื่อจากมีข่าวเผยแพร่ในโลกโซเชี่ยลเกี่ยวกับการบริโภคชิ้นส่วนไก่ ส่วนที่เป็น คอ หรือหัวไก่ และเนื้อไก่
โดยมีการกล่าวอ้างว่าในชิ้่นส่วนเหล่านี้พบสารตกค้างหากบริโภคเป็นเวลานานไปจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับข่าวดังกล่าวจึงทำการตรวจสอบและออกประกาศเพื่อแสดงความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และผู้ประกอบการ
 
 
 
ข้อมูล : ข่าวปศุสัตว์

 

"ประชุมกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวบาล พ.ศ. ...."

วันพุธที่ 2 มีนาคม 2565 เวลา 09.30 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้นายสุรเดช รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และในฐานะที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวบาล พ.ศ. ....

พร้อมด้วยนายแสนศักดิ์ นาคะวิสุทธิ์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาวิชาการปศุสัตว์ และนายแสนศักดิ์ เหลืองเกื้อกูลชัย นิติกรชำนาญการ ร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวบาล พ.ศ. ... โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานการประชุม เพื่อตรวจเนื้อหาและรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวบาล พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวบาล พ.ศ. .... วุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาแก้ไขร่วมกัน โดยเฉพาะนิยามคำว่า "สัตว์เลี้ยง" ที่กำหนดให้การควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลต่อสัตว์เลี้ยง ไม่รวมถึงสัตว์ของผู้เลี้ยงหรือเกษตรกรรายย่อย และเมื่อผ่านการพิจารณาในครั้งนี้แล้ว ฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมาธิการร่วมฯ จะนำร่างพระราชบัญญัตินี้เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ และดำเนินการเสนอออกเป็นกฎหมายต่อไป ณ ห้องประชุม 607 ชั้น 6 อาคารรัฐสภา

 

 

กระทบเกษตรกรแล้ว!! เหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน ทำวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูง วอนรัฐเร่งจัดการ และปล่อยให้ราคาไก่และไก่ไข่เป็นไปตามกลไกตลาด เช่นเดียวกับราคาหมูที่ลดลง หลังถูกตรึงราคาอยู่
 
นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนที่ได้พัฒนาความตึงเครียดไปจนถึงขีดสุดว่ากำลังมีผลอย่างยิ่งต่อราคาธัญพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากรัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ทั้งข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งอาจไม่สามารถเก็บเกี่ยวหรือทำการส่งออกได้ตามปกติ รวมถึงภัยแล้งในบราซิลที่กระทบปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองด้วย
 
โดยราคาข้าวสาลีนำเข้าซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการเลี้ยงไก่ ราคาปรับสูงขึ้นจาก 8-9 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อปี 2564 เพิ่มเป็น 12 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน ขณะที่ข้าวโพดในประเทศไทยมีราคาปรับไปถึง 11.10 บาทต่อกิโลกรัม และกำลังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อวัตถุดิบชนิดอื่นที่มีแนวโน้มราคาสูงตามไปด้วย ปัจจุบันวัตถุดิบอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ราคาขึ้นมาสูงกว่า 50-60% แล้ว ยังไม่นับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่จะสูงขึ้นทำให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับเพิ่มด้วย
“ต้นทุนการผลิตเนื้อไก่สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ราคาเนื้อไก่และไข่ไก่กลับถูกตรึงอยู่ ไม่สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น หากวัตถุดิบทุกชนิดมีราคาสูงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ไม่มีทางอยู่รอดได้ ทางที่ดี ถ้ารัฐไม่สามารถควบคุมราคาวัตถุดิบจากผลกระทบของสถานการณ์ยูเครน ก็ควรปล่อยให้ราคาไก่และไก่ไข่เป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับราคาหมูที่ลดลงเพราะกลไกตลาดทำงานอย่างเสรี” นางฉวีวรรณกล่าว และว่าการยุติการตรึงราคาไก่และไข่ จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเลี้ยงสัตว์ต่อไป
 
อนึ่ง รัสเซียและยูเครนมีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกันประมาณ 29% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก ส่วนข้าวโพด 19% ของตลาดโลก โดยราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญมีราคาเพิ่มขึ้นไปแล้ว 40% จากปี 2564
 
ช้อมูล : Pasusart New
 
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้เผยแพร่ระบบข้อมูลสารสนเทศเชิงลึกด้านเศรษฐกิจการค้า (Trade Intelligence System : TIS) ในส่วนของระบบการบริหารจัดการสินค้าเกษตร (Agriculture Policy Dashboard) สินค้าเกษตรสำคัญ 6 สินค้า ได้แก่ มันสำปะหลัง ทุเรียน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา บนเว็บไซต์ คิดค้า.com เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกษตรร่วมกันขับเคลื่อน โดยมีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างและใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน (Single Big Data) ที่มีผู้อำนวยการ สนค. และเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ Single Big Data ร่วมกัน
 
โดย Dashboard ของสินค้าเกษตรสำคัญทั้ง 6 สินค้า ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ 1.ข้อมูลการผลิต เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรสำคัญระดับประเทศและระดับพื้นที่ 2.ราคาสินค้าเกษตร เพื่อติดตามราคาสินค้าเกษตรสำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทาน 3.การส่งออก เพื่อติดตามสถานการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญปัจจุบันของไทย และ 4.โอกาสส่งออกและคู่แข่ง เพื่อหาโอกาสทางการค้าของสินค้าเกษตรสำคัญ รวมทั้งมีข้อมูลการเตือนภัย เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านราคา ตลาด และการผลิต
 
ทั้งนี้ ในเว็บไซต์คิดค้า.com ยังมีบทวิเคราะห์ทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจใช้บริการควบคู่กับ Dashboard เพื่อความครอบคลุมทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อติดตามสถานการณ์ทางการค้า วางแผนธุรกิจ แสวงหาโอกาส ป้องกันความเสี่ยง เพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน
 
“Dashboard สินค้าเกษตรสำคัญดังกล่าว สามารถใช้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรสำคัญในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ทั้งด้านการผลิต ราคา และการส่งออก โดยนำเสนอในรูปแบบ Dashboard ทำให้เห็นภาพ ใช้งานง่าย และแสดงผลการวิเคราะห์หลายมุมมอง สามารถนำไปกำหนดนโยบายเศรษฐกิจการค้าของประเทศและแก้ไขปัญหาทางการค้าได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชน สามารถเข้าใช้บริการข้อมูลการค้าเชิงลึกสำหรับติดตามสถานการณ์การค้า หาโอกาสและเข้าใจความเสี่ยงจากข้อมูลการค้าในหลายมิติ”นายรณรงค์กล่าว
 
สำหรับแผนการทำงานในระยะต่อไป สนค. และ สศก. อยู่ระหว่างร่วมกันพิจารณาคัดเลือกสินค้าเกษตรสำคัญเพิ่มเติม เช่น สินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมง เป็นต้น เพื่อพัฒนาระบบด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตร สำหรับวางแผนให้เกิดความสมดุลทั้งระบบและกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรได้ทันต่อสถานการณ์
 
ข้อมูล : MGR online

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 รายงานข่าวระบุว่า ที่ผ่านมา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมากรมปศุสัตว์สร้างขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติงานให้กับข้าราชการ ในองค์กรพร้อมด้วย นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ตามที่สภาผู้แทนราษฎร ช่วงวันพฤหัสบดีและศุกร์ที่ 17-18 ก.พ.65 มีการประชุมสภาตามญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน 173 คน เข้าชื่อกันเพื่ออภิปรายทั่วไปรัฐบาลในประเด็นต่างๆ เช่น ความผิดพลาดในการบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นการอภิปรายทั่วไป ไม่มีการลงมติไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจ นั้น

ด้านกรมปศุสัตว์มีญัตติที่เกี่ยวข้องในการอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีที่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 173 คน มีประเด็นการปกปิดข้อมูลการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ทำให้การระบาดแพร่กระจายไปทั่วประเทศ เกษตรกรเดือดร้อนเป็นวงกว้าง สุกรขาดตลาดและเนื้อสุกรมีราคาสูงขึ้นมาก

นายเฉลิมชัย กล่าวชี้แจงว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เราใช้การป้องกันโรค ASF ในไทยกว่า 3 ปีเต็ม ๆ จนประกาศเชื้ออย่างเป็นทางการโดยกรมปศุสัตว์ ASF ก็ไม่มีวัคซีน แค่ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองอยู่จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม เราทำมาตลอด เราสามารถป้องกันโรคได้ถึง 3 ปี เราได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่ป้องกัน ASF ได้ดีที่สุดในอาเซียนและ ยืนยันว่า ไม่มีการปกปิดทั้งสิ้น มันไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้ ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ มันไม่มีใครปิดบังกันได้ ทุกฝ่ายก็ทราบ เกษตรกรก็ทราบ มาตรการต่าง ๆ ถึงได้เกิดขึ้น เราดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทุกอย่าง

 
 
รวมถึงการชดเชยให้เกษตรกรรายเล็กรายย่อยที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเท่าฟาร์มขนาดกลาง-ใหญ่ ซึ่งไม่ใช่จ่ายกรณีเป็น ASF แต่กลุ่มเสี่ยงทั้งหมดต่างได้รับไม่มีการเอื้อให้กับนายทุนใหญ่ทั้งสิ้น สามารถตรวจสอบเอกสารราชการได้เลยว่ามีบริษัทใดบ้างส่งชิ้นส่วนสุกรไปต่างประเทศบ้างและที่สำคัญต้องขอขอบคุณข้าราชการกรมปศุสัตว์ทุกท่านที่เป็นกำลังหลักในการช่วยแก้ไขปัญหาการระบาดของโรค asf และการแก้ไขปัญหาด้านปศุสัตว์อื่นๆได้เป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้ ของฝากหลักการทำว่าต้องเน้นความถูกต้องเป็นหลัก เป็นแนวทางในการปฎิบัติในการทำงาน การทำงานล้วนมีปัญหาและอุปสรรคแต่ปัญหาทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีหากคนในองค์กรรู้รักสามัคคี และร่วมแรงร่วมใจในการทำงาน ขอให้ข้าราชการทุกท่านร่วมกันทำงานด้วยความเข้มแข็งดังเช่นที่ผ่านมาจนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมในหลายเรื่อง และที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการอีกเช่นกัน

พร้อมย้ำถึงหลักการสำคัญในการทำงานว่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราต้องฝ่าฟัน จะพ่ายแพ้ต่อปัญหาไม่ได้ ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการที่จะเดินหน้าแก้ไข และต้องทำงานในเชิงรุก ด้วยความรวดเร็ว ให้สอดคล้องกัสถานการณ์ในปัจจุบันและนอกจากนี้เพื่อผลสำเร็จเพื่อประเทศชาติโดยรวมอันเป็นที่รักยิ่ง เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานี อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวขอบคุณดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มาให้กำลังข้าราชการกรมปศุสัตว์ในการขับเคลื่อนงานด้านปศุสัตว์ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นและนอกจากนี้ขอขอบคุณดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนที่ได้ทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชาได้อย่างดียิ่งในการอภิปรายในการสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทราบถึงข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและจะกำชับข้าราชการกรมปศุสัตว์ทุกท่านดำเนินงานด้วยความ ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ยึดประโยชน์ของเกษตรกร

ข้อมูล : ประชาชาติธุรกิจ

วันที่ 19 ก.พ. ที่ศาลาประชาคมบ้านปางไม้ หมู่ที่ 9 ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย นายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มอบหมาย นายกิตติ อินทรกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นำทีม พม. ONE Home ลงพื้นที่ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี มอบไก่พันธุ์ไข่ 260 ตัว แก่ 15 ครอบครัว หวังบรรเทาความเดือดร้อน และลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ช่วงสถานการณ์โควิด พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 5 ครอบครัว ร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง และปศุสัตว์อำเภอแก่งกระจาน


นายกิตติ กล่าวว่า การมอบไก่พันธุ์ไข่ในวันนี้ เป็นเพียงหนึ่งกิจกรรมใน โครงการ “ขับเคลื่อนงาน Productive Welfare สวัสดิการเพื่อการพัฒนาและพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน” ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อเทิดพระเกียรติและเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563-2566 โดยที่ผ่านมาทีมสหวิชาชีพ ได้มีการคัดเลือกพื้นที่ชุมชนโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนนเรศวรบ้านห้วยโสกเป็นพื้นที่ดำเนินการ และมีการมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวในโครงการ ทั้ง 13 ครอบครัวๆ ละ 2,000 บาท พร้อมซ่อมแซมและจัดหาแผงโซลาร์เซลล์ และอบรมการจัดทําบัญชีครัวเรือน โดยสํานักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จะจังหวัดเพชรบุรี และอบรมการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ โดยสํานักงานปศุสัตว์อําเภอแก่งกระจานเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยกิจกรรมเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ เพื่อให้ครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการได้พัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป

ขอขอบคุณบริษัท บริษัท โดฟ อิควิปเมนท์ แอนด์ แมชชินเนอรี่ จํากัด และคณาจารย์และนิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาการพัฒนาสังคม มหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย ในการสนับสนุนไก่พันธุ์ไข่ในครั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมเป็นสื่อกลางในการประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ส่งต่อไปยังประชาชนที่เดือดร้อนให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และยั่งยืน

 

ข้อมูล : MGR online

 

 

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 ตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในการประชุมสภาว่า “ตอนนี้ราคาหมูสูงขึ้นหรือไม่ ไม่แพงเพราะอะไร เพราะนายกฯ เข้าไปแก้ไข ช่วยทุกเรื่อง ทั้งเรื่องโรคระบาด ผมไม่ปกปิด แต่สิ่งที่ท่านปกปิดผม ทำไมถึงมีการกักเก็บเนื้อสุกรไว้ในห้องเย็นจำนวนมาก มีคดีอยู่ในศาล และยืนยันว่าจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายทุกประการ ย้ำว่าไม่ได้รังแกใคร และไม่ได้สนับสนุนลูกค้ารายใหญ่ แต่ต้องการให้ประชาชนคนไทยระดับล่างเข้มแข็งให้มากที่สุด

โดยรายงานผลการตรวจสอบห้องเย็นสินค้าปศุสัตว์ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวต่อถึงการตรวจค้นวันนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 6,536 เป้าหมาย โดยมีการทำงานร่วมกันทุกกระทรวง และพบการกระทำความผิดในเรื่องของการกักตุน 15 แห่ง อายัดในส่วนของเนื้อหมูจำนวน 2,036,497.54 กิโลกรัม และถอนอายัดไปแล้ว 1,006,143 กิโลกรัม และยังได้ตรวจสอบห้องเย็นที่รับฝากซากสุกรทั้งทั้งประเทศ 421 เป้าหมาย พบการกระทำความผิด 9 แห่ง ถือเป็นการเก็บกักไม่ทราบที่มา ไม่มีใบอนุญาตขนย้าย ก็อย่างที่ทราบแล้วว่ารอบบ้านเราในภูมิภาคก็เกิดโรคนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าเราหลอกเขาไม่ได้หรอกครับ ผมก็หลอกตัวเองของผมไม่ได้เหมือนกัน”

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ขอยืนยันว่า ระบบการป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF ของประเทศไทย ดีที่สุดในอาเซียน สามารถป้องกันโรคได้นาน นับตั้งแต่ปี 2561 ที่พบการระบาดเกิดโรค ASF ในสุกรครั้งแรกในประเทศจีน มีการเตรียมความพร้อมรับมือต่อโรคมาโดยตลอด

โดยสั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรค การซ้อมแผนเตรียมความพร้อมรับมือ จัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค ASF ในสุกร (contingency plan) และแนวทางเวชปฏิบัติของโรค ASF ในสุกร (Clinical Practice Guideline) และได้เผยแพร่ในเว๊ปไซต์ของกรมปศุสัตว์ การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจเข้มนักท่องเที่ยวและเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันโรคเข้าประเทศ เพิ่มมาตรการเข้มงวดในการส่งออก ลดความเสี่ยงจาการส่งออกสุกร โดยห้ามรถขนส่งสุกรมีชีวิตเข้าไปส่งสุกรในประเทศที่มีการระบาด ให้ใช้รถขนถ่ายข้ามแดนในการส่งสุกรไปยังประเทศปลายทางแทน และต้องมีการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค การบูรณาการความร่วมมือร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ 

ได้แก่ องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ในการจัดประชุมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน (ไทย ลาว กัมพูชา  เวียดนาม) ในการป้องกันโรค การทำงานบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ในการจัดตั้งโรงพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค 

ประเด็นราคาสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น เมื่อเทียบราคากับสาธารณประชาชนจีนตอนที่มีการระบาดของโรค ASF พบว่าประเทศไทยยังมีราคาที่ถูกกว่ามาก โดยในปี 2563 สาธารณรัฐประชาชนจีนราคาสุกรหน้าฟาร์ม ประมาณ 36 หยวน หรือ 180 บาทต่อกิโลกรัม จะเป็นราคาเนื้อแดง ประมาณ 360 บาท โดยปัญหาราคาเนื้อสุกรแพงนั้นมาจากหลายปัจจัย

 

เนื่องจากปริมาณสุกรมีชีวิตที่ถูกแปรสภาพเป็นเนื้อสุกรลดลง ประกอบกับภาวะต้นทุนการผลิตสุกรขุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาอาหารสัตว์ เกษตรกรต้องลดความหนาแน่นของสุกรในฟาร์มและเลิกเลี้ยงสุกรในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพ ซึ่งจะมีการกลับมาเลี้ยงใหม่เมื่อมีการปรับและเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว และเนื่องด้วยการกักตุนเนื้อสุกรในห้องเย็น

ซึ่งจากการตรวจสอบห้องเย็นที่เข้มงวด ทำให้ห้องเย็นมีการเข้มงวดในการรับฝากสินค้ามากขึ้น มีการนำเนื้อสุกรมาจำหน่ายทำให้ราคาเป็นตามกลไกตลาด ส่งผลให้ปัจจุบันราคาเนื้อสุกรปรับลดลงแล้ว ทั้งขายส่งห้างปลีกและราคาขายปลีก นอกจากนี้จากการดำเนินงานอย่างเข้มงวดในการควบคุมป้องกันโรค และควบคุมการเคลื่อนย้ายอย่างเข้มงวด ทำให้สามารถควบคุมโรคได้วงจำกัดไม่แพร่กระจายแล้ว 

สำหรับการตรวจพบเชื้อ ASF ในเนื้อสุกรที่ส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา ในปี 2564 โดยสถาบันวิจัยด้านสุขภาพสัตว์และปศุสัตว์กัมพูชายืนยันตรวจพบเชื้อ ASF จากการตรวจ 2 รอบ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2564 และวันที่ 8 ตุลาคม 2564 นั้น ตามประกาศของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง กรมสุขภาพสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แจ้งว่ามีการจับกุมการกระทำความผิด 2 กรณี เป็นการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ไม่มีเอกสารใดๆ

ซึ่งกองเฉพาะกิจ กรมปศุสัตว์ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด และให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการปฏิบัติงาน บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สกัดการลักลอบ 24 ชั่วโมง จากเนื้อข่าวที่ปรากฏ จะต้องมียานพาหนะเป็นองค์ประกอบในการเคลื่อนย้ายสัตว์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลักลอบกระทำความผิดดังกล่าว และพื้นที่ที่ปรากฏเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก ห้ามบุคคลรวมถึงยานพาหนะทุกชนิดเข้าออกตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 6.00 น. หากฝ่าฝืนจะมีโทษสถานหนัก

ข้อมูล : RTY9

ศูนย์ผลิตน้ำนม มหาวิทนาลัยเกษตรศาตร์ ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 60“

จัดงาน “ นมเกษตรทำดี ปีที่ 60

พร้อมดัน “ นมเกษตร ” มุ่งสู่ธุรกิจเต็มรูปแบบระดับสากล

 

 

ศูนย์ผลิตภัณฑ์นม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ผลิตสินค้า นมเกษตร และน้ำดื่มตราเกษตร จัดงาน  นมเกษตรทำดี ปีที่ 60  เนื่องในโอกาส เฉลิมฉลองศูนย์ผลิตน้ำนม มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ ก้าวขึ้นสู่ปีที 60 วางยุทธศาตร์การดำเนินงานสำคัญในปี 2565 ขับเคลื่อนธุรกิจตั้งเป้าเป็น Holding Company มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่ม ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจสู่เปาหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตาม S-curves BCG Model สอดคล้องวิสัยทัศน์มหาวิทนาลัยแห่งการเรียนรู้วิจัย และสร้างนวัตกรรมระดับโลก เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนแบบพื้นฐานของศาสตร์แห่งแผ่นดิน

ภายในงาน นมเกษตรทำดี ปีที่ 60 ” มีการแนะนำตัวแทนคนรุ่นใหม่ดื่มนมเกษตร KU Milk ICON อาทินายนิปุณ แก้วเรือน (ต้นกล้า) นิสิตปี 2 คณะวิศวกรรมศาตร์ น.ส.นันทิภัทร ภาระ (น้องฟ้า) นิสิตปี 1 คณะวนศาสตร์ และนักกีฬาเทควันโดของชมรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายชาคริต วาสประเสริฐสุข (น้องริว) นิสิตปี 2 คณะมนุษย์ศาตร์ และนักกีฬาทีมฟุตบอลเกษตรศาสตร์ เอฟซี ดร.ชเว ยอง-ช็อก (โค้ชเช) จากคณะวิทยาศาตร์การกีฬา ดร.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เครือข่ายนมดีทุกวัยดื่มได้ทุกวัน มีการจัดการแสดงนิทรรศการ และผลงานของนิสิตในโครงการประกวดนวัตกรรมเกษตร KU Milk Design Contest/ การประกวด Dairy and KU Milk Model โดยผศ.ดร.อรช กระแสอินทร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์/ การประกวด KU Milk Circular Living Idea โดย รศ.ดร.วีรเชษฐ์ จิตตาณิชย์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

ข้อมูล :  FB นมเกษตร

หมวดหมู่รอง

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

 

 

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

8 พฤษภาคม 2561 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ - ผู้เลี้ยงสุกรทั่วไทย 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ครบรอบการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตครบ 200 ปี หลังเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 พิธีไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไทย โดยใช้หัวหมูรวมจำนวน 4,247 หัว จะเป็นหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของวงการสุกรไทย ที่มีพัฒนาการการเลี้ยงสู่ระดับโลก แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะต้องช่วยกันนำพากันสู่อาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ให้เป็นมรดกการทำกินตกทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน นอกเหนือจากการสร้างอาหารปลอดภัยให้ประชากรของชาติ

ความพยายามเปิดตลาดเนื้อสุกรสู่ประเทศไทยที่มีมากอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกา โดยอาจมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ จนอาจกลายเป็นการสร้างปมบาดหมางกันระหว่างพลเมืองของสองประเทศ ที่มีบริษัทข้ามชาติของสหรัฐมาประกอบธุรกิจและได้รับการอุดหนุนด้วยดีเสมอมากับพลเมืองของไทย  

ในพิธีครั้งนี้นอกเหนือจากการไหว้สักการะและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้นำภูมิภาค พร้อมกันนี้จะมีการหนังสือถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์           ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC) และท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วย  โดยเน้นให้มองลึกถึงมิตรภาพและการไม่เปิดตลาดโดยมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เนื้อหาให้จดหมายภาษาอังกฤษจะเป็นดังนี้ :

เรียน   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์
          ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)
          สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC)
ผ่าน    ท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

          เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ได้ติดตามความพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา และความพยายามช่วยเหลือการค้าเนื้อสุกรของเกษตรกรสหรัฐ โดยการเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) มาเป็นระยะหลายปี

          ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จักกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่มีผลผลิตสุกรท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศประมาณกว่าร้อยละ 5 ในแต่ละปี และไม่ปรากฏว่าขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากสุกรแต่ประการใดในทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรไทยและภาครัฐร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการเป็นอุตสาหกรรมเลี้ยงชีพของพลเมืองไทย โดยดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์ เพื่อเกษตรกรของประเทศและอาหารปลอดภัยของประชากรไทย

          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเป็นเสาหลักของการบูรณาการการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์โดยเป็นห่วงโซ่อุปทานของทั้งต้นน้ำและปลายน้ำตามลำดับ เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมสุกรและเนื้อสุกรของสหรัฐและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรมพืชอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ บริษัทเวชภัณฑ์สัตว์ และเป็นการสร้างผลบวกต่อดุลการค้าของประเทศ ซึ่งห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงสุกรของไทยก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมสุกรของโลก

          บริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการต้อนรับและสนับสนุนด้วยดีจากคนไทยซึ่งกว่าร้อยละ 25 เป็นประชากรจากภาคเกษตรกรรมที่รวมไปถึงประชากรที่อยู่ในภาคปศุสัตว์ เช่น อุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ฯลฯ

          ถ้ารัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อสภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐและผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ซึ่งมันจะเป็นภัยพิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยและกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนไทย จากการเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน กับ สหรัฐที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

          การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกแต่ไม่ใช่กระทำการในลักษณะทำลายล้างมนุษยชาติด้วยกัน เพราะว่าการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพพื้นฐานของมนุษยชาติ ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยว่ามนุษยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจระหว่างประเทศ

          ผู้เลี้ยงสุกรไทยขอแนะนำสหรัฐว่าควรหยุดเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรส่งออกมายังประเทศไทยที่มีผลผลิตมากอย่างท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่มีการคัดค้านต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรไทย ผู้เลี้ยงสุกรไทยใคร่ขอให้ตระหนักบนพื้นฐานของมิตรภาพระหว่างพลเมืองสหรัฐอเมริกากับพลเมืองของไทย

 

ข้อมูลจาก : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย