ข่าวแวดวงปศุสัตว์

วันที่ 6 พฤษภาคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า หลักเศรษฐกิจ BCG Model เป็นนโยบายที่ภาครัฐผลักดันการพัฒนาประเทศโดยถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งมีการจัดทำยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2569 เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจำเป็นต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน

ดังนั้นทางกรมปศุสัตว์ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของโมเดลดังกล่าวจึงได้ดำเนินโครงการประกวดฟาร์มต้นแบบปศุสัตว์อินทรีย์ BCG MODEL ประจำปี พ.ศ. 2565 ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเชิดชูและสร้างต้นแบบฟาร์มปศุสัตว์อินทรีย์ที่สามารถประยุกต์หลัก BCG model มาใช้จริงให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม

 

จึงได้จัดโครงการประกวดฟาร์มต้นแบบปศุสัตว์อินทรีย์ BCG MODEL ประจำปี พ.ศ. 2565 มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาฟาร์มต้นแบบปศุสัตว์อินทรีย์ BCG MODEL ซึ่งเป็นฟาร์มอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์จากกรมปศุสัตว์ และเป็นการเชิดชูฟาร์มที่ได้นำหลักการ BCG model มาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ คือ

1.หลักเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy:B) ฟาร์มมีการนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มายกระดับฟาร์มให้ได้มาตรฐานสอดคล้องตามหลักการปศุสัตว์อินทรีย์ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร

2.หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular-Economy;C) มีการนำทรัพยากรและวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด มีความยั่งยืน พึ่งตนเองได้มาก หมุนเวียนปัจจัยการผลิตได้ดี และใช้หลัก zero-waste ในฟาร์ม

3.หลักเศรษฐกิจสีเขียว (Green-Economy;G) เน้นความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียว การประหยัดพลังงาน ลดการปลดปล่อยของเสียจากฟาร์ม รวมทั้งเป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ.2565 มีฟาร์มปศุสัตว์แอินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกเป็นฟาร์มต้นแบบจากกรมปศุสัตว์จำนวน 13 ฟาร์ม โดยในจำนวนนี้ ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นระดับยอดเยี่ยม 3 ฟาร์ม ได้แก่

1.ไร่ผึ้งฝนฟาร์ม ระดับยอดเยี่ยม ประเภทฟาร์มโคนมอินทรีย์
2.บริษัท ฮิลไทรบ์ ออร์แกนนิคส์ จำกัด ระดับยอดเยี่ยม ประเภทฟาร์มไก่ไข่อินทรีย์
3.ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์มหาสารคาม ระดับยอดเยี่ยม ประเภทแปลงพืชอาหารสัตว์อินทรีย์

นอกจากนี้ ยังมีฟาร์มต้นแบบที่ผ่านการคัดเลือกอีก 10 ราย ได้แก่

ฟาร์มโคนมอินทรีย์ต้นแบบ 1) โคบาลฟาร์ม 2) ฟาร์มสาธิตแดรี่โฮม 3) อรพรรณฟาร์ม
ฟาร์มไก่ไข่อินทรีย์ต้นแบบ 1) สถานีเกษตรหลวงปางดะ 2) ฟาร์มวังไทร 3) ภูเชียงทา ออร์แกนิค ฟาร์มแปลงพืชอาหารสัตว์อินทรีย์ต้นแบบ 1) ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สกลนคร 2) ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สระแก้ว 3) ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ 4) ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์กาญจนบุรี

“ฟาร์มเหล่านี้เป็นต้นแบบที่เด่นชัดในการนำหลัก BCG model มาใช้ปฏิบัติจริงในฟาร์มให้เกิดเป็นรูปธรรมจนเกิดผลสัมฤทธิ์ โดยการทำปศุสัตว์อินทรีย์นั้น มุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้สารจากธรรมชาติ เช่น สมุนไพรไทย เพื่อลดการนำเข้าปัจจัยการผลิตสารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ยเคมีและยาสัตว์ เลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ผู้บริโภคยังได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย ปราศจากสารพิษตกค้าง อีกทั้งยังสอดรับตาม BCG model ได้อย่างลงตัว ”

ข้อมูล : Ch7

 

 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อออนไลน์ว่าราคาหมูพุ่งอีกครั้ง โดยมีแนวโน้มราคาจำหน่ายเนื้อสุกรชำแหละมีการปรับขึ้นราคาจากช่วงเทศกาลสงกรานต์อีกกิโลกรัมละ 5 บาท โดยมีราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มประจำวันที่ 16 เมษายน 2565 ที่กิโลกรัมละ 96-98 บาท และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ราคาสุกรมีชีวิตในประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่มีราคาระดับสูงที่สุดในโลก เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและจากสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) นั้น

 

​นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า ราคาสุกรที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทั้งจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากทวีปยุโรปซึ่งกำลังประสบปัญหาสภาวะสงครามในประเทศยูเครนซึ่งเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบอาหารและน้ำมันที่สำคัญของโลกรวมทั้งประเทศไทย ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในการทำระบบการป้องกันโรคระบาดในฟาร์ม การพักคอกและการปรับปรุงเพื่อเตรียมความพร้อมระบบการเลี้ยงก่อนการนำสุกรเข้ามาเลี้ยงใหม่ของเกษตรกรรายเล็ก รายย่อยส่งผลให้เกิดการขาดแคลนปริมาณเนื้อสุกรในตลาด ประกอบกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้นภายหลังจากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศร้อนอาจทำให้สุกรเติบโตช้า ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาเนื้อสุกรมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มคลี่คลายจนกว่าผลผลิตสุกรรอบใหม่จะเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง และราคาเนื้อสุกรจึงจะปรับราคาลดลง สำหรับสถานการณ์ของโรค ASF นั้น นับแต่พบการระบาดครั้งแรกในประเทศไทยในวันที่ 10 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา จากการควบคุมและดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อเนื่องในทุกพื้นที่ สถานการณ์เริ่มคลี่คลายดีขึ้น จนถึงปัจจุบันสามารถควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัดได้แล้ว โดยกรมปศุสัตว์ได้กำหนดแนวทางฟื้นฟูเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย-รายเล็ก กำหนดหลักเกณฑ์การนำสุกรเข้ามาเลี้ยงใหม่ และมีแผนการเพิ่มผลผลิตสุกรพันธุ์ดีเพื่อจำหน่ายให้แก่พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต่อไป

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่จะนำสุกรเข้ามาเลี้ยงใหม่ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อตรวจประเมินระบบการป้องกันโรคของฟาร์มสุกร รวมทั้ง ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรในการเป็นเครือข่ายการเฝ้าระวังโรคระบาดในสุกรเพื่อสามารถควบคุมการระบาดของโรคให้อยู่ในวงจำกัด ยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ กำจัดแมลงและสัตว์พาหะในฟาร์ม และขอให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากกรมปศุสัตว์ ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการบริโภคเนื้อสุกรขอให้เลือกซื้อเนื้อสุกรที่มาจากแหล่งผลิตและผู้จำหน่ายที่ได้รับสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” และต้องนำมาปรุงสุกทุกครั้งก่อนการบริโภคเพื่อสุขอนามัยที่ดีและขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยจากการบริโภคเนื้อสุกร ไม่ต้องตื่นตระหนกกับข่าวสารที่มีข้อมูลไม่แน่ชัด หากพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หรือประชาชนทั่วไปต้องการข้อมูลเกี่ยวกับภาคปศุสัตว์หรือสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดตามผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ “DLD 4.0” หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

 

ข้อมูล : มติชน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยภาพรวมความต้องการด้านอาหารสัตว์ตามชนิดสินค้าปศุสัตว์ ที่คาดการณ์ถึงปริมาณการใช้อาหารสัตว์ในปี 65 จำนวน 22.41 ล้านตัน และคาดการณ์ในปี 66 ประมาณ 23.27 ล้านตัน โดยอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อมีความต้องการใช้อาหารสัตว์มากถึง 40% ตามด้วยอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรและไก่ไข่ที่ 34% และ 11% ตามลำดับ

ดังนั้น ทำให้ความต้องการวัตถุดิบหลักอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพดเมล็ด กากถั่วเหลือง ปลายข้าว และปลาป่น ยังคงมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นในปี 65 และ 66 และด้วยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์มีการปรับราคาสูงขึ้น และทำให้เกิดปัญหาต้นทุนราคาอาหารสัตว์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้

กรมปศุสัตว์ ได้พัฒนาและแนะนำแนวทางการลดต้นทุนอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เช่น ส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่หาได้ในท้องถิ่น การลดปริมาณการสูญเสียอาหารสัตว์ในขึ้นตอนการผลิต และการบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ร่วมกันกับเกษตรกรรายอื่น เพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยลงให้ได้มากที่สุด เช่น การใช้หัวอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นอาหารข้นที่มีการผสมสูตรให้มีค่าโปรตีนสูง การนำไปใช้โดยเกษตรกรนำไปผสมกับวัตถุดิบแหล่งพลังงานที่สามารถหาได้เองในท้องถิ่น เช่น มันสำปะหลัง ข้าวเปลือกที่มีในยุ้งฉางที่บ้านนำมากะเทาะเปลือก ปลายข้าวหัก รำ เป็นต้น

ทั้งนี้ การใช้ข้าวเปลือกที่กะเทาะเปลือกออก ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรสามารถหาได้ในท้องถิ่น มาเป็นวัตถุดิบในการผสมอาหารสัตว์ เช่น อาหารไก่ไข่ อาหารสุกร ส่วนผู้ประกอบการ แนะนำให้เพิ่มการซื้อและใช้วัตถุดิบพืชอาหารสัตว์ภายในประเทศ เช่น ข้าวและผลพลอยได้จากข้าว และมันสำปะหลัง และยกระดับการผลิตวัตถุดิบพืชอาหารสัตว์ในประเทศ นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้พัฒนา และแนะนำสูตรอาหารสัตว์ที่มีวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศไทย เป็นทางเลือกเพื่อทดแทนการนำเข้าอ เช่น มันสำปะหลัง (มันเส้น กากมัน) ข้าว (ปลายข้าว ข้าวกล้อง ข้าวกระเทาะเปลือก) ข้าวโพด รำข้าว กากปาล์ม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบบางชนิดมีข้อจำกัดในการใช้ผลิตอาหารสัตว์ หากใช้ปริมาณที่ไม่เหมาะสมในสูตรอาหารสัตว์ อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพสัตว์ ส่งผลกระทบต่อผลผลิต หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ได้ กรมปศุสัตว์ จึงได้จัดให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ โดยสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ จัดหน่วยให้บริการจัดเคลื่อนที่ ณ ฟาร์มเกษตรกร เพื่อแนะนำการให้อาหารสัตว์ และการปรับสูตรอาหารสัตว์

ขัอมูล : อินโฟเควสท์

การเลือกซื้ออาหารที่ปลอดภัย คือกำไรสุขภาพไปกว่าครึ่ง “ปศุสัตว์ OK” คือสัญลักษณ์ของเนื้อสัตว์ที่ผ่านการรับรองโดยกรมปศุสัตว์ ว่า ปลอดสาร ปลอดโรค ถูกสุขอนามัย มั่นใจตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดการผลิต

นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยอาหาร (Food safety) มุ่งคุ้มครองผู้บริโภคให้บริโภคอาหารปลอดภัย ได้ให้ความสำคัญดำเนินงานและโครงการต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ได้ดำเนินโครงการ “ปศุสัตว์ OK” มาตั้งแต่ปี 2558 โดยผลักดันให้เกษตรกร ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยในอาหารแก่ผู้บริโภค

โครงการ “ปศุสัตว์ OK” เป็นการสร้างมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยครอบคลุมตลอดกระบวนผลิต ตั้งแต่ระบบการเลี้ยงสัตว์ต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) โรงฆ่าที่ถูกกฎหมายกระบวนการฆ่าสัตว์ถูกสุขลักษณะ โรงแปรรูปที่ได้มาตรฐาน และสถานที่จำหน่ายถูกสุขอนามัย เพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน

โดยเป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากโครงการเขียงสะอาด และโครงการนี้เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ของประเทศไทย โดยใช้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK เป็นสัญลักษณ์สำหรับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่าจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ถูกสุขลักษณะ มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าได้เลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

 โดยสถานที่จัดจำหน่ายที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องผ่านหลักเกณฑ์ 4 ข้อ ได้แก่ สินค้าที่นำมาขายต้องมาจากฟาร์มมาตรฐาน GAP ผ่านการเชือดและชำแหละจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาต ถูกกฎหมาย มีสุขอนามัยที่ดี ปลอดภัยจากยาและสารตกค้าง ส่วนไข่ไก่ก็ต้องผลิตจากสถานที่รวบรวมไข่ที่ได้รับการรับรอง วางจำหน่ายในสถานที่จำหน่ายที่สะอาดถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์ และต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้

นอกจากนี้ เพื่อเป็นช่องทางที่ประชาชนสามารถเข้าถึงสถานที่จำหน่ายปศุสัตว์ OK กรมปศุสัตว์ได้ขยายผลนำ Google Map มาใช้ โดยได้เริ่มทดลองใช้นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานครก่อน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ และได้ให้ทางภูมิภาคช่วยขับเคลื่อนโครงการ 1 สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ปศุสัตว์ OK ต่อ 1 อำเภอ เพื่อเป็นการกำกับควบคุมดูแลสถานที่จำหน่าย ให้ผู้ประกอบการมีการรักษาความสะอาดสถานที่ขายสินค้า มีสุขลักษณะส่วนบุคคลที่ดี มีสุขลักษณะในการจัดเก็บและการจำหน่ายสินค้าโดยใช้กรรมวิธีที่เหมาะสม รวมทั้งรักษาความสะอาดของอุปกรณ์และของใช้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จำหน่ายสินค้าที่สะอาดและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ปัจจุบันโครงการปศุสัตว์ OK ได้ให้การรับรองสินค้า 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อโค ไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสด และมีสถานที่จำหน่ายเข้าร่วมโครงการฯ แล้วกว่า 7,000 แห่ง ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในตลาดสด และสถานที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า Modern trade

โดยสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองภายใต้โครงการฯ จะได้รับใบประกาศและป้ายสัญลักษณ์ "ปศุสัตว์ OK" ไว้แสดง ณ จุดจำหน่าย เมื่อผู้บริโภคเห็นตราสัญลักษณ์นี้ จึงมั่นใจได้ว่า เนื้อสัตว์ และไข่ไก่ ที่ซื้อไปบริโภคนั้น มีคุณภาพ ปลอดภัย และผ่านการตรวจสอบรับรองจากกรมปศุสัตว์

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย มั่นใจได้ว่าสินค้าปศุสัตว์ที่ซื้อจากสถานที่จำหน่ายที่มีตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ปลอดสารตกค้าง ปลอดโรค ถูกสุขอนามัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิตแน่นอน ดังนั้น “เลือกซื้อสินค้าครั้งใด มองหาตราสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK”

 

ข้อมูล : กรุงเทพธุรกิจ

ปศุสัตว์เตือน! สภาพอากาศแปรปรวนให้ดูแลสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด

วันที่ 5 เม.ย.65 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานของผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2565 พื้นที่ติดเทือกเขาพังเหย ต.นายางกลัก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ได้พบสัตว์ปีกของชาวบ้านที่เลี้ยงไว้เพื่อขายเสียชีวิต 200 กว่าตัว ทำให้สูญเสียรายได้จากการเลี้ยงครั้งนี้เป็นจำนวนมาก นายสมศรี กองเงินนอก อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 453 ชาวบ้านหมู่ที่ 1 และชาวบ้านห้วยหินฝน หมู่ที่ 11 กล่าวว่าไก่ที่ตาย ส่วนมากเป็นไก่อายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุการตายเกิดจากสภาพอากาศเย็ดจัดถึง 17 องศา เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนในปัจจุบัน ประกอบกับไม่พบบาดแผลและวิการอื่นๆ ที่สื่อให้ถึงการเป็นโรคระบาด

ในปัจจุบันประเทศไทยมีสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยมีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน จากสภาพอากาศดังกล่าวส่งผลให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดลง อาจทำให้สัตว์ป่วยได้ง่าย จึงขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกทั่วทุกภาคของประเทศไทย เฝ้าระวังดูแลสุขภาพสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด โดยจัดเตรียมวิตามินและเกลือแร่ให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง จัดเตรียมโรงเรือนเพื่อเป็นที่กำบังลม ฝนให้กับสัตว์ปีกในโรงเรือน

 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีความห่วงใยถึงเกษตรกรทุกรายที่ได้รับผลกระทบ ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่เข้าไปตรวจสอบ และตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก ให้คำแนะนำการสร้างความอบอุ่นให้แก่สัตว์สัตว์ปีก เช่น จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถเป็นที่กำบังให้สัตว์จากสภาพอากาศหนาวหรือฝน เช่น ผ้าใบ และพร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อทดสอบหาโรคระบาดในสัตว์ปีก และส่งเสริมยกระดับการเลี้ยงของเกษตรกรรายย่อยเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management ; GFM) เพื่อเพิ่มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพมากขึ้น ทั้งยังสามารถป้องกันโรคระบาดต่างๆได้อีกด้วย

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อจะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 063-225-6888 หรือแจ้งผ่าน Application : DLD 4.0 ได้ตลอดเวลาอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

 

 

 

ข้อมูล : สยามรัฐ

 

วันที่ 4 เม.ย.65 นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานภาครัฐระบบราชการ 4.0 ที่มุ่งอำนวยความสะดวกและยกระดับคุณภาพให้บริการแก่ประชาชน พัฒนาระบบให้บริการอย่างต่อเนื่อง นำเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยยึดผู้ใช้บริการหรือประชาชนเป็นศูนย์กลาง สามารถให้บริการเสร็จสิ้นเบ็ดเสร็จในจุดเดียว ประชาชนสามารถใช้บริการได้ตลอดเวลาและผ่านการติดต่อได้หลายช่องทางผสมผสาน ไม่ว่าจะมาติดต่อด้วยตนเอง อินเตอร์เน็ต เว็ปไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ ล่าสุดได้ยกระดับการให้บริการเปิดรับคำขอและออกใบรับรองสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบดิจิทัล เบ็ดเสร็จออนไลน์ผ่านระบบ Biz Portal จบเพียง 5 ขั้นตอน สามารถให้บริการตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป

การยื่นขอรับใบรับรองสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบดิจิทัล ผ่านระบบการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จทางอิเล็กทรอนิกส์ (Biz Portal) สามารถให้บริการทั้งการขอรับใบรับรอง/ต่ออายุใบรับรอง/ใบแทนใบรับรองสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เพียงใน 5 ขั้นตอน ดังนี้

 

ขั้นตอนที่ 1 ลงชื่อเพื่อเข้าสู่ระบบที่เว็ปไซต์ Bizportal.go.th โดยเลือกเข้าระบบด้วยบัญชีประชาชน สำหรับท่านใดที่ยังไม่มี Digital ID ให้ทำการสมัครเพื่อรับ Digital ID ก่อน เพื่อสามารถเข้าสู่ระบบ

ขั้นตอนที่ 2 เลือกหัวข้อ การขออนุญาตออนไลน์ คลิกที่หัวข้อการขออนุญาต/งานบริการใหม่ และเลือกหัวข้อการขอใบรับรองสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือการขอใบแทนใบรับรองฯ หรือผู้ขอต่ออายุใบรับรองฯ

ขั้นตอนที่ 3 ทำการกรอกแบบฟอร์มและอัปโหลดเอกสารแนบเพื่อยื่นคำขอ

ขั้นตอนที่ 4 ทำการติดตามสถานะ/รับทราบผลการตรวจสอบเอกสาร โดยสามารถเลือกการรับแจ้งได้ทางอีเมล์และ กล่องข้อความทางโทรศัพท์ SMS

ขั้นตอนที่ 5 การรับใบรับรองฯ อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทาง Bizportal.go.th

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นับว่าเป็นการยกระดับการให้บริการที่สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ตอบสนองความต้องการประชาชนสามารถใช้บริการได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ ปัจจุบันให้บริการครอบคลุมในฟาร์มสัตว์เลี้ยงที่ได้มาตรฐาน GAP 16 ประเภท ได้แก่ สุกร โคเนื้อ โคนม แพะเนื้อ แพะนม แกะเนื้อ ไก่พันธุ์ ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ไก่พื้นเมืองแบบเลี้ยงปล่อย เป็ดพันธุ์ เป็ดเนื้อ เป็ดไข่ ห่าน (ทุกสายพันธุ์) นกกระทา (ทุกสายพันธุ์) และผึ้ง (ทุกสายพันธุ์) รวม 23,246 แห่งทั่วประเทศ และมีสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดจำนวน 7,594 รายโดยใบรับรองฯ ยังไม่หมดอายุ 2,594 ราย

ทั้งนี้ สามารถดูข้อมูลและวิธีการยื่นขอใบรับรองผ่านระบบฯ เพิ่มเติมได้ที่ http://certify.dld.go.th/certify/index.php/th/2016-05-01-14-47-42/2017-1... หรือโทร 02-653-4444 ต่อ 3155, 3134

ข้อมูล : สยามรัฐ, กรมปศุสัตว์

สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ขอแสดงความยินดีกับ "คุณชยานนท์ กฤตยาเชวง"
ที่ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติประกาศให้เป็น "ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาการเกษตร"
เนื่องในโอกาสวันสถาปานาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ครบรอบ ๓๖ ปี
 
เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ 
 
 

กรมปศุสัตว์ เตือนภัยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ หรือเจ้าของสัตว์ ให้ระวังโรคระบาดที่เกิดจากแมลงพาหะนำโรค ได้แก่ ยุง ริ้น เหลือบ แมลงวันคอก เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ประกอบกับมีสภาพอากาศที่แปรปรวน เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกรรโชกแรง และมีลูกเห็บตกในบางพื้นที่ อาจส่งผลทำให้สัตว์เกิดความเครียด อ่อนแอ และมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย อีกทั้งลักษณะภูมิอากาศดังกล่าว ยังมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแมลงพาหะนำโรค จึงมีโอกาสที่จะพบการระบาดของโรคที่มาจากแมลงพาหะเพิ่มขึ้น และเกิดการแพร่กระจายของโรคไปในวงกว้างได้ โดยโรคที่มักจะเกิด ได้แก่ โรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ โรคกาฬ โรคแอฟริกา และโรคโลหิตจาง ในม้า รวมถึงโรคพยาธิในเลือดต่างๆ เช่น โรคเซอร่า โรคแอนาพลาสมา โรคไข้เห็บ เป็นต้น ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หรือเจ้าของสัตว์อย่างมากได้

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้เลี้ยงสัตว์ กรมปศุสัตว์จึงขอความร่วมมือเกษตรกรหรือเจ้าของสัตว์ในการดำเนินการป้องกัน ควบคุม กำจัดหรือลดปริมาณแมลงพาหะนำโรค โดยการใช้สารกำจัดแมลงพาหะด้วยวิธีการฉีดพ่นบริเวณคอก หรือสถานที่พักอาศัยของสัตว์ ร่วมกับการใช้ยาฉีดพ่น หรือราดหลัง หรือหยดบนตัวสัตว์ อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการปรับภูมิทัศน์บริเวณสถานที่เลี้ยงสัตว์หรือแหล่งรวมสัตว์ ไม่ให้มีแหล่งน้ำขัง หรือแหล่งเพาะพันธุ์แมลง ทำความสะอาดฆ่าเชื้อคอกสัตว์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้มีอุจจาระ ปัสสาวะ หมักหมม ควรเก็บอุจจาระไว้ในสถานที่ป้องกันแมลง และนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี รวมทั้งเฝ้าระวัง และสังเกตอาการของสัตว์ทุกวัน ซึ่งหากพบสัตว์ป่วยตายผิดปกติ หรือแสดงอาการป่วย เช่น ม้า ลา ล่อ แสดงอาการ ซึม มีไข้ (อุณหภูมิมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) กินอาหารลดลง มีอาการบวมน้ำบริเวณขมับหรือคอ ตาแดงอักเสบ ชัก หรือกระวนกระวายคล้ายอาการเสียดท้อง ส่วนในโค-กระบือ หากพบสัตว์แสดงอาการซึม มีไข้ (อุณหภูมิมากกว่า 39.5 องศาเซลเซียส) ไม่กินอาหาร มีตุ่มนูนตามผิวหนัง หายใจลำบาก ให้เกษตรกร หรือเจ้าของสัตว์ แจ้งเจ้าหน้ากรมปศุสัตว์ ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ หากไม่สะดวกสามารถโทรแจ้งมายังสายด่วนกรมปศุสัตว์ 06-3225-6888 หรือแจ้งผ่าน Application DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะได้เข้าทำการตรวจสอบ ให้การช่วยเหลือและควบคุมโรคโดยทันที และหากพบสัตว์ป่วยที่แสดงอาการสงสัยด้วยโรคระบาดข้างต้น ห้ามทำการเคลื่อนย้ายสัตว์ออกจากฟาร์มโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไปยังท้องที่อื่นๆ นอกจากนี้ ควรจะเข้มงวดเกี่ยวกับการห้ามยานพาหนะ โดยเฉพาะรถรับซื้อสัตว์ รถอาหารสัตว์ รถรับซื้อมูลสัตว์ เข้าภายในฟาร์มโดยเด็ดขาด หากจำเป็น ต้องทำการฆ่าเชื้อยานพาหนะจากภายนอกทุกคันที่เข้า-ออกฟาร์มหรือสถานที่เลี้ยงสัตว์ รวมถึงควบคุมแมลงพาหะด้วยสารกำจัดแมลงที่อาจมากับยานพาหนะดังกล่าวด้วย และงดการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่ จากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลสถานการณ์ของโรคเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ ทั้งนี้ หากกรณีเกษตรกรนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่ ควรมีการกักแยกสัตว์ออกจากฝูงเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 28 วัน พร้อมทั้งกางมุ้งกันแมลง หรือใช้สารกำจัดแมลงเพื่อควบคุมแมลงพาหะอย่างเหมาะสมทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้เกษตรกรหรือเจ้าของสัตว์ ดูแลสัตว์ของตนเอง โดยการให้น้ำและอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพให้พอเพียงกับสัตว์ เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ ที่ดี รวมทั้งหมั่นสังเกตอาการของสัตว์อย่างสม่ำเสมอ ป้องกันสัตว์ของตนเองไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำโรคเข้าฟาร์ม ได้แก่ คน ยานพาหนะต่างๆ สัตว์ที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่ เป็นต้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด

ข้อมูล : มติชน

 

กรมปศุสัตว์ร่วมกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์การขาดแคลนและราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น พร้อมทั้งสรุปแนวทางแก้ปัญหา

พุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565 เวลา 10.00 น.นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายโสภัชย์ ชวาลกุล

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่กรมประมง ร่วมกับ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้ประชุมผ่านระบบออนไลน์ เพื่อหารือถึงผลกระทบและแนวทางแก้ไขเพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น

โดยทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยแจ้งว่า โรงงานอาหารสัตว์ได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 ตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน คิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 25-30% ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่ 1.สถานการณ์ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก รวมถึงค่าบริหารจัดการและการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ 2.นโยบายภาครัฐที่ต้องการดูแลราคาพืชอาหารสัตว์ในประเทศ เช่น มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีโดยจะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ 3 ส่วนก่อนนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน  การจำกัดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการด้านภาษี อาทิ ภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% รวมถึงที่ผ่านมาประเทศสหรัฐอเมริกาและอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองที่สำคัญของโลกประสบภาวะภัยแล้งส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันมีความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญต่อประเทศไทยรวมถึงทั่วโลก โดยเฉพาะข้าวสาลีสำหรับเลี้ยงสัตว์ ทำให้การส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์หยุดชะงักไป เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์และทำให้มีราคาสูงขึ้น

อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มีความเห็นและมีข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งอาจมีผลมาจากภาวะสถานการณ์ COVID-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลกและภาวะความขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ รวมไปถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน(Climate change) จึงจำเป็นต้องมีแนวทางที่รองรับสถานการณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งนำมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตภาคปศุสัตว์  ดังนั้นต้องมีมาตรการในการหาแหล่งวัตถุดิบทดแทนซึ่งมีแหล่งที่มาจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

โดยในที่ประชุมมีข้อสรุปถึงแนวทางมีในการแก้ปัญหา ดังนี้

  1. ระยะสั้น

1.1 ยกเลิกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3:1 ส่วน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าข้าวสาลีได้โดยเสรี

จากหลายแหล่งทั่วโลก ส่งผลให้ราคาการซื้อขายเป็นไปตามกลไกตลาดโลก

1.2 ยกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิตเนื่องจากกากถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่ใช้เป็นวัตถุดิบสัตว์ในการผลิตอาหารสัตว์

 1.3 เปิดให้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO, AFTA ยกเลิกโควต้า ภาษีและค่าธรรมเนียม ในปริมาณที่ขาดแคลนในปี 2565 เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบทำให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดปี และลดต้นทุนในการผลิตอาหารสัตว์

  1. ระยะยาว

 2.1 การส่งเสริมการปลูกข้าวโพดภายในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะการปลูกภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าว (ข้าวโพดหลังนา)

2.2 พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตพืชอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดให้สามารถมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น

2.3 การส่งเสริมการปลูกและใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดพร้อม (Green Deal)

 

ข้อมูล : กรุงเทพธุรกิจ

 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่กรมประมง ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้ประชุมผ่านระบบออนไลน์ หารือถึงผลกระทบและแนวทางแก้ไข เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น

โดยสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย แจ้งว่า โรงงานอาหารสัตว์ได้รับผลกระทบด้านต้นทุน จากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/63 ตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน คิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 25-30% ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่

  1. สถานการณ์ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก รวมถึงค่าบริหารจัดการและการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้
  2. นโยบายภาครัฐที่ต้องการดูแลราคาพืชอาหารสัตว์ในประเทศ เช่น มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี โดยจะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ 3 ส่วน ก่อนนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน การจำกัดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการด้านภาษี อาทิ ภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% รวมถึงที่ผ่านมาประเทศสหรัฐอเมริกาและอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองที่สำคัญของโลกประสบภาวะภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันมีความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญต่อประเทศไทยรวมถึงทั่วโลก โดยเฉพาะข้าวสาลีสำหรับเลี้ยงสัตว์ ทำให้การส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์หยุดชะงักไป เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์และทำให้มีราคาสูงขึ้น

อธิบดีกรมปศุสัตว์ มีกล่าวว่า ความมั่นคงทางอาหาร อาจมีผลมาจากภาวะสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลก และภาวะความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ รวมไปถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (Climate change) จึงจำเป็นต้องมีแนวทางที่รองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งนำมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตภาคปศุสัตว์ ดังนั้น ต้องมีมาตรการในการหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน ซึ่งมีแหล่งที่มาจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยในที่ประชุมมีข้อสรุปถึงแนวทางมีในการแก้ปัญหา ดังนี้

1. ระยะสั้น

  • ยกเลิกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3:1 ส่วน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าข้าวสาลีได้โดยเสรี จากหลายแหล่งทั่วโลก ส่งผลให้ราคาการซื้อขายเป็นไปตามกลไกตลาดโลก
  • ยกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากกากถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่ใช้เป็นวัตถุดิบสัตว์ในการผลิตอาหารสัตว์
  • เปิดให้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ยกเลิกโควต้าภาษีและค่าธรรมเนียม ในปริมาณที่ขาดแคลนในปี 65 เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ ทำให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดปี และลดต้นทุนในการผลิตอาหารสัตว์

2. ระยะยาว

  • การส่งเสริมการปลูกข้าวโพดภายในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะการปลูกภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าว (ข้าวโพดหลังนา)
  • พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตพืชอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดให้สามารถมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น
  • การส่งเสริมการปลูกและใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดพร้อม (Green Deal)

“นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้พัฒนาสูตรอาหารสัตว์ที่มีวัตถุดิบทางเลือก สำหรับเกษตรกรเพื่อใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ โดยสามารถศึกษาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ https://nutrition.dld.go.th

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ข้อมูล : สำนักข่าวอินโฟเควสท์

หมวดหมู่รอง

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

 

 

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

8 พฤษภาคม 2561 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ - ผู้เลี้ยงสุกรทั่วไทย 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ครบรอบการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตครบ 200 ปี หลังเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 พิธีไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไทย โดยใช้หัวหมูรวมจำนวน 4,247 หัว จะเป็นหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของวงการสุกรไทย ที่มีพัฒนาการการเลี้ยงสู่ระดับโลก แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะต้องช่วยกันนำพากันสู่อาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ให้เป็นมรดกการทำกินตกทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน นอกเหนือจากการสร้างอาหารปลอดภัยให้ประชากรของชาติ

ความพยายามเปิดตลาดเนื้อสุกรสู่ประเทศไทยที่มีมากอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกา โดยอาจมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ จนอาจกลายเป็นการสร้างปมบาดหมางกันระหว่างพลเมืองของสองประเทศ ที่มีบริษัทข้ามชาติของสหรัฐมาประกอบธุรกิจและได้รับการอุดหนุนด้วยดีเสมอมากับพลเมืองของไทย  

ในพิธีครั้งนี้นอกเหนือจากการไหว้สักการะและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้นำภูมิภาค พร้อมกันนี้จะมีการหนังสือถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์           ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC) และท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วย  โดยเน้นให้มองลึกถึงมิตรภาพและการไม่เปิดตลาดโดยมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เนื้อหาให้จดหมายภาษาอังกฤษจะเป็นดังนี้ :

เรียน   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์
          ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)
          สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC)
ผ่าน    ท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

          เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ได้ติดตามความพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา และความพยายามช่วยเหลือการค้าเนื้อสุกรของเกษตรกรสหรัฐ โดยการเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) มาเป็นระยะหลายปี

          ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จักกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่มีผลผลิตสุกรท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศประมาณกว่าร้อยละ 5 ในแต่ละปี และไม่ปรากฏว่าขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากสุกรแต่ประการใดในทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรไทยและภาครัฐร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการเป็นอุตสาหกรรมเลี้ยงชีพของพลเมืองไทย โดยดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์ เพื่อเกษตรกรของประเทศและอาหารปลอดภัยของประชากรไทย

          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเป็นเสาหลักของการบูรณาการการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์โดยเป็นห่วงโซ่อุปทานของทั้งต้นน้ำและปลายน้ำตามลำดับ เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมสุกรและเนื้อสุกรของสหรัฐและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรมพืชอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ บริษัทเวชภัณฑ์สัตว์ และเป็นการสร้างผลบวกต่อดุลการค้าของประเทศ ซึ่งห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงสุกรของไทยก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมสุกรของโลก

          บริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการต้อนรับและสนับสนุนด้วยดีจากคนไทยซึ่งกว่าร้อยละ 25 เป็นประชากรจากภาคเกษตรกรรมที่รวมไปถึงประชากรที่อยู่ในภาคปศุสัตว์ เช่น อุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ฯลฯ

          ถ้ารัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อสภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐและผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ซึ่งมันจะเป็นภัยพิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยและกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนไทย จากการเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน กับ สหรัฐที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

          การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกแต่ไม่ใช่กระทำการในลักษณะทำลายล้างมนุษยชาติด้วยกัน เพราะว่าการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพพื้นฐานของมนุษยชาติ ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยว่ามนุษยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจระหว่างประเทศ

          ผู้เลี้ยงสุกรไทยขอแนะนำสหรัฐว่าควรหยุดเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรส่งออกมายังประเทศไทยที่มีผลผลิตมากอย่างท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่มีการคัดค้านต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรไทย ผู้เลี้ยงสุกรไทยใคร่ขอให้ตระหนักบนพื้นฐานของมิตรภาพระหว่างพลเมืองสหรัฐอเมริกากับพลเมืองของไทย

 

ข้อมูลจาก : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย