ข่าวแวดวงปศุสัตว์

 โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever)

 

ภาพจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

           โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) เป็นโรคระบาดในสุกรที่มีความรุนแรง และก่อให้เกิดความสูญเสียต่อสุกรทุกกลุ่มอายุ เป็นโรคสัตว์แปลกถิ่นเนื่องจากไม่พบการระบาด ของโรคนี้ในประเทศไทย หากมีการระบาดเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร เป็นอย่างมากเพราะในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ใช้ในการป้องกันโรค หลังจากมีรายงานการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรค ดังกล่าว เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ภายในภูมิภาค รวมถึงมีโอกาสที่เชื้อจะปนเปื้อน กับคนและอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสุกรที่ไม่ผ่านการปรุงสุกเพื่อการบริโภค อีกทั้งมีความเสี่ยงจากคน เช่น สัตวแพทย์ นักวิชาการ ผู้ที่ไปศึกษาดูงานหรือทำงานในฟาร์มสุกรในประเทศที่มีการระบาดหรือมีความเสียงสูงที่จะมีการระบาดของ ASF ซึ่งหากเชื้อโรคดังกล่าวมีการแพร่ระบาดเข้ามาภายในประเทศ จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการผลิตสุกรอย่างสูง นั้น 

           ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และสร้างความเสียหายจากโรคดังกล่าว จึงมีการเตรียมแผนการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และเเนวเวชปฏิบัติของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร รายละเอียดดังนี้

          1. หากมีการเดินทางกลับจากประเทศที่พบการระบาดหรือประเทศที่มีความเสี่ยงของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ให้มีการพักร้อนอย่างน้อย 5 วันก่อนเข้าฟาร์ม

          2. ปฏิบัติตามการป้องกันโรคด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มอย่างเข้มงวด

          3. หากพบสุกรมีอาการสงสัยตามนิยามของโรคในฟาร์ม ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>   http://www.dld.go.th/th/images/stories/hotissue/asf/ContingencyPlanAndCPG.pdf

 

แหล่งที่มา : สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์

 

 

งาน VIV Asia 2019 


พิธีเปิด งาน VIV ASIA 2019

           VIV Asia สุดยอดงานแสดงเทคโนโลยีและสัมมนาสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำ อันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย ดำเนินการจัดงานมาถึงครั้งที่ 16 แล้วนับตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา โดยเป็นงานจัดแสดงสินค้าที่ครอบคลุมหลากหลายสปีชีย์ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี อีกทั้งเป็นงานจัดแสดงสินค้านานาชาติอันดับหนึ่งของเอเชียนับตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์จนถึงผลิตภัณฑ์อาหาร   VIV Asia 2017ได้ก้าวเข้าสู่แพลตฟอร์มระดับโลกโดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมจัดแสดงจากนานาชาติมากถึง 1,057 รายและมีผู้เข้าชมงานสูงถึง 45,952 คนจาก 127 ประเทศ โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2560 และมีผู้เข้าชมงานจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 27,758 คน ซึ่งเพิ่มจากปี 2558 จำนวน  21,723 คน

สำหรับปี 2562 นี้ จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจัดแสดงงานจะมากกว่า 1,250 ราย เต็มพื้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยมีผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆที่เกี่ยวกับ การผลิตเนื้อหมู ผลิตภัณฑ์จากนม สัตว์ปีก เนื้อวัว และผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ ตลอดงานจะมีพาวิลเลี่ยนพิเศษเฉพาะกลุ่มุธุรกิจ เช่น สัตว์น้ำ เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์นม สุขภาพปศุสัตว์และอาหาร และวิศวกรรมอาหาร ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อาหารทั้งหมด วิศวกรรมอาหาร เป็นโซนธุรกิจใหม่ทีถูกเน้นย้ำอย่างมากในปีนี้ เพราะเป็นขั้นตอนที่มีการเกี่ยวข้องกับกระบวนการการแปรรูปสัตว์ปีก ไข่ เนื้อแดง ปลา และผลิตภัณฑ์จากนม นับเป็นจุดเด่นของงาน  VIV Asia 2019 งาน VIV Asia ครั้งนี้จัดแสดงขึ้นที่กรุงเทพ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2562 

           และพิธีเปิดงานในครั้งนี้ คุณชยานนท์  กฤตยาเชวง นายกสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์  ได้ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดงาน VIV Asia 2019 ด้วย

 

 

แหล่งที่มา : https://www.facebook.com/vivasiapage

11 สมาคมผู้ใช้อาหารสัตว์ ร้องรัฐบาลทบทวนมาตรการควบคุมนำเข้าข้าวสาลีในสัดส่วน 3:1 ด่วน พร้อมแจงมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงทำให้สังคมเข้าใจผิด หวังฉวยโอกาสเก็งกำไรจากราคาข้าวโพดของไทยสูง
 
จากสถานการณ์ราคาข้าวโพดในประเทศในขณะนี้ปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับราคาเนื้อสัตว์ทั้งในประเทศและตลาดโลกตกต่ำ  และกระทรวงพาณิชย์ประกาศมาตรการควบคุมการนำเข้าสาลีในอัตรา 3:1 (ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1ส่วน) เป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศ ส่งผลให้ห่วงโซ่ภาคปศุสัตว์ ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ต่อไปยังอุตสาหกรรมส่งออกเนื้อสัตว์ ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้นอย่างมาก การส่งออกไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ขณะที่ต้องแบกภาระขาดทุนสะสมต่อเนื่องจากปัญหาราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำ รัฐบาลจึงควรมีการทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี เพื่อแก้วิกฤติราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งออกของประเทศ
 
สำหรับ 11 สมาคมปศุสัตว์และสมาคมสัตวน้ำ ที่เป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯ ประกอบด้วย สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่
การส่งออก สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมกุ้งไทย และสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย
 
นายคึกฤทธิ์ อารีย์ปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้เนื้อสัตว์ทั้งเนื้อหมูและเนื้อประสบปัญหาขาดทุน จากราคาปรับตัวลดลงทั้งในประเทศและราคาในตลาดโลก ตามอุปสงค์-อุปทาน ซึ่งราคาต้นทุนไก่ในประเทศขณะนี้ 34บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 30-31บาทต่อกิโลกรัม อยู่ในภาวะขาดทุน
 
“การที่วัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาสูงขึ้น เป็นการซ้ำเติมภาคปศุสัตว์และการส่งออก เนื่องจากปัจจุบันไทยมีคู่แข่งมากมาย และปีหน้าแนวโน้มการแข่งขันจะสูงขึ้น ทั้งในอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดและข้าวสาลีที่สำคัญของโลก” นายคึกฤทธิ์ กล่าว
 
นายคึกฤทธิ์ ย้ำว่า ภาวะราคาเนื้อสัตว์ต่ำ ภาคปศุสัตว์ต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองโดยไม่ได้รับการปกป้องจากภาคส่วนใด ซึ่งจำเป็นต้องดูทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหารและให้การคุ้มครองอย่างเหมาะสม ไม่ควรมีข้อจำกัดที่เคร่งครัดมากจนไม่สามารถแข่งขันทั้งในอาเซียนและตลาดโลก การจำกัดการนำเข้าส่งออกจึงไม่ใช่ทางออกเดียว
 
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์ กล่าวว่า รัฐบาลอนุมัติให้มีการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขาดแคลนในประเทศ ซึ่งข้อเท็จจริงการนำเข้าข้าวสาลี 4 ล้านตัน จะต้องแบ่งออกตัวเลขการนำเข้าออกเป็นการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ และผลิตอาหารมนุษย์ ซึ่งปกติเกรดอาหารมนุษย์จะมีการนำเข้าปีละประมาณ 1 ล้านตันทุกปี ซึ่งการนำเข้าตามมาตรการ 3 : 1 มีการนำเข้าเกรดอาหารสัตว์ 10 เดือนอยู่ที่ 1.27 ล้านตัน เท่านั้น (ไม่ใช่ 2.1ล้านตัน)
 
นอกจากนี้ กรณีการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีจากประเทศยูเครนและ 14 ประเทศใกล้เคียง  กรมปศุสัตว์ได้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและยังไม่พบการปนเปื้อน โดยกำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนตามประกาศกระทรวงสาธารณะสุข
 
ในปี 2560 ประเทศไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 4.6 ล้านตัน เมื่อรวมกับการนำเข้าข้าวสาลีตั้งแต่ต้นปีจำนวน 1.27 ล้านตัน รวมแล้วมีวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารสัตว์เพียง 6 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 8.1 ล้านตัน
 
“ขณะนี้ ผลผลิตข้าวโพดในประเทศอยู่ในมือพ่อค้าหมดแล้ว และมาตรการคุมการนำเข้าข้าวสาลีทำให้เกษตรกรขาดแคลนวัตถุดิบ เป็นการฉวยโอกาสเก็งกำไรจากราคาที่สูงขึ้น 1.50 บาท ถ้าคิดจากส่วนที่เราขาดแคลนอยู่ 2ล้านตัน พ่อค้าจะได้กำไร 3พันล้านบาท” นายพรศิลป์ กล่าว
 
ทางด้านรายงานจากสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก กล่าวว่า อาหารสัตว์เป็นต้นทุน 60% ของการเลี้ยง ตอนนี้ราคาข้าวโพดสูงขึ้น 20% จากราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8 บาท
สูงกว่า 9.50 บาท ในขณะนี้ ทำให้ต้นทุนการสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่หมูเป็นทั้งตัวราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 42-45 บาท เท่านั้นและสามารถขายเนื้อได้ 50% ส่วนที่เหลือเป็นการขายซาก
 
ผู้เลี้ยงสุกรต้องแบกภาระขาดทุนมาต่อเนื่อง 3-4เดือนแล้ว ยังถูกบังคับให้ซื้อข้าวโพดในประเทศเพื่อนำเข้าข้าวสาลีตามมาตรการรัฐในสัดส่วน3:1ทำเราไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งมีข้าวสาลีจำนวนมาก
 
สถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นห่วงโซ่การผลิตหลายชนิดตั้งแต่ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวโพด ประเทศไทยมีการนำเอาสินค้าเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับเกษตกรรายย่อย โดยมีภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารสัตว์และอาหาร ต้องรับภาระจากราคาที่สูงขึ้น
 
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาราคาวัตถุดิบในประเทศขาดแคลนและมีราคาสูง รัฐบาลจะต้องรอบคอบ หาทางออกให้ดี ให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะสถานการณ์ขณะนี้พ่อค้าได้กำไรสูง ซึ่งเกษตรกรทราบดี ขณะที่ผู้ใช้อาหารสัตว์ต้องยอมซื้อราคาสูงเพราะไม่สามารถนำเข้าได้
 

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายพิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรราชบุรี และตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ อาทิ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคกลางตอนบนเพื่อการค้า สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรชลบุรี จำกัด สหกรณ์การเกษตรปศุสัตว์ ราชบุรี จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรเพื่อการค้านครราชสีมา จำกัด ร่วมกันยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าชิ้นส่วนสุกรสหรัฐฯถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่าน พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย เพื่อ ปกป้องความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคชาวไทยและอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร หลังสหรัฐฯอ้างเหตุขาดดุลการค้ากับไทย และหยิบยกประเด็นให้ไทยนำเข้าเนื้อสุกรสหรัฐฯขึ้นมาเจรจาอีกครั้ง

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากประเด็นการเร่งรัดแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกาโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐที่สร้างแรงกดดันทางการค้า ต่อสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) พยายามให้ไทยรับชิ้นส่วนเนื้อสุกรที่ชาวอเมริกันไม่รับประทาน อาทิ เครื่องใน หัวหมู เพื่อระบายสินค้าเหลือทิ้งดังกล่าวมายังไทย โดยฟาร์มสุกรทั้ง 100% ของสหรัฐฯ มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง (แร็คโตปามีน) เนื่องจากใช้ได้อย่างถูกกฏหมาย ขณะที่สารดังกล่าวเป็นสารต้องห้ามตามบัญญัติในกฎหมายไทยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุข

“การใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรในสหรัฐขัดต่อกฎหมายไทย ดังจะเห็นได้จากกรมปศุสัตว์ที่มีมาตรการเข้มงวดในการตรวจจับผู้ลักลอบใช้และลงโทษตามกฎหมายอย่างจริงจัง ขณะที่ทุกประเทศที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคจะห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในภาคปศุสัตว์ อาทิ สหภาพยุโรป รัสเซีย และจีน ดังนั้น สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องขอร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลไทย ยืนยันการห้ามนำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องประชาชนไทย ปกป้องเกษตรกรไทยและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเกษตรที่เป็นรากฐานและเสาหลักของประเทศ” นายสุรชัยกล่าว

สหรัฐฯ เป็นแหล่งผลิตสุกรที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงทั้งประเทศ ขณะที่ประเทศไทยประกาศห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 เพื่อความปลอดภัยในอาหารและสุขอนามัยของผู้บริโภค ประกาศดังกล่าวห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงหรือยาในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ผสมอาหารสัตว์ทุกตัว (รวมทั้งแร็กโตปามีน) เนื่องจากสารดังกล่าวมีโทษต่อสัตว์และมนุษย์

ขณะเดียวกัน อาชีพการเลี้ยงสุกรช่วยสร้างความมั่นคงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรไทยทั่วประเทศมาช้านาน และในกระบวนการผลิตสุกรของไทยนั้นมีพัฒนาการและเติบโตอย่างต่อเนื่องกระทั่งสามารถผลิตเนื้อสุกรที่มีคุณภาพสูงและมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ หากมีเนื้อสุกรจากสหรัฐฯเข้ามาอีกจะส่งผลให้ปริมาณสุกรล้นตลาดเกินความต้องการ ราคาสุกรจะตกต่ำลงส่งผลกระทบให้เกษตรกรต้องประสบภาวะขาดทุน และล้มละลายไปดังที่ปรากฏให้เห็นแล้วในประเทศเวียดนามที่เปิดรับเนื้อสุกรสหรัฐฯ

“ไม่เพียงผู้เลี้ยงสุกรกว่า 2 แสนครอบครัวเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่จะมีผลเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งอุตสาหกรรมสูงถึง 80,000 ล้านบาท หากต้องล่มสลายเพราะสุกรสหรัฐฯบุกตลาดไทยแล้ว ย่อมต้องกระทบภาพรวมเศรษฐกิจของชาติ” นายสุรชัยกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ https://www.prachachat.net/breaking-news/news-23859 

สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2519 และในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับ สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย อยู่ในพระราชูปถัมภ์

งานอะกริเทคนิก้า เอเชีย 2017
เอกชนหนุนรัฐ ผลักไทยเป็นศูนย์กลางการค้าด้านเครื่องจักรและเครื่องมือเกษตรเอเชีย

VIV Asia 2017 – วิฟ เอเชีย 2017 สุดยอดงานนิทรรศการด้านปศุสัตว์ครบวงจร
กลับมาอีกครั้งบนพื้นที่จัดงานยิ่งใหญ่กว่า พร้อมเอื้อประโยชน์แก่ผู้เข้าชมงานมากกว่าทุกปี

วิฟ เอเชีย 2017 กลับมาอีกครั้ง พร้อมชูนโยบายและเป้าหมายที่จะพัฒนาภาพลักษณ์และกิจกรรมภายในงานให้ตอบโจทย์ผู้เข้าชมงานจากนานาชาติมากกว่าเดิม ในปีที่ 13 นี้ งานวิฟ เอเชีย 2017 หรือ งานแสดงสินค้าและนิทรรศการด้านเทคโนโลยีปศุสัตว์และสัตว์น้ำที่ครบวงจร กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม พ.ศ. 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ประเทศไทย งานวิฟ เอเชีย ถูกจัดขึ้นทุก 2 ปี เป็นงานนิทรรศการระดับเอเชียที่วงการปศุสัตว์ทั่วโลกต่างรู้จักและให้ความสำคัญในมาเยี่ยมชมงานจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ผู้จัดมุ่งเน้นให้มีทุกธุรกิจและบริการเพื่อครอบคลุมตั้งแต่การเพาะเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งถึงการแปรรูปเพื่อใช้บริโภค (From Feed to Food) ภายในงานจะเป็นแหล่งพบปะของนักธุรกิจชั้นแนวหน้าระดับโลก ผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำจากทั้งในเอเชียและยุโรปที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต การแปรรูปสัตว์ปีก เนื้อหมู ผลิตภัณฑ์จากนม และสัตว์น้ำ

ในปีนี้ทางทีมวิฟ เอเชียได้พานักข่าวกว่า 40 ชีวิตจากหลายประเทศทั่วโลก เหินฟ้าสู่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน พร้อมเปิดตัวงาน "วิฟ เอเชีย 2017" และแถลงข่าวการจัดงานแบบเจาะลึก เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งภายในงานมีทั้งนักข่าวชาวจีนและนักข่าวต่างประเทศกว่า 100 สื่อเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

 

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดาวน์ใหลดได้ที่นี้

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

ขอเชิญ ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๕๘ และเลือกตั้งนายก

วันอังคาร ที่ ๓  พฤษภาคม  ๒๕๕๙

ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ขอเชิญร่วมวิเคาระห์ สังเคราะห์ ให้ความเห็นเพื่อการยกระดับโคเนื้อ และเนื้อโคไทยทั้งระบบ พร้อมข้อมูลวิชการรอบด้าน

ในวันอังคารที่ 5 เมษายน 2559
ณห้องประชุมคริสตัล 2-3
ชั้น 3 โรงแรมเซนจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ

สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรชลบุรี ร่วมกับ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

ขอเชิญร่วมสัมมนา เรื่อง รู้ทันเฟื่อป้องกัน โรคเท้าเปื่อย 2559

โดยวิทยากรผู้ทรงวุฒิภาคปศุสัตว์ของเมืองไทย

ในวันพุธที่ 23 มีนาคม 2559 ณ ภัตตาคารศรีนิยม

หมวดหมู่รอง

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

 

 

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

8 พฤษภาคม 2561 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ - ผู้เลี้ยงสุกรทั่วไทย 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ครบรอบการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตครบ 200 ปี หลังเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 พิธีไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไทย โดยใช้หัวหมูรวมจำนวน 4,247 หัว จะเป็นหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของวงการสุกรไทย ที่มีพัฒนาการการเลี้ยงสู่ระดับโลก แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะต้องช่วยกันนำพากันสู่อาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ให้เป็นมรดกการทำกินตกทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน นอกเหนือจากการสร้างอาหารปลอดภัยให้ประชากรของชาติ

ความพยายามเปิดตลาดเนื้อสุกรสู่ประเทศไทยที่มีมากอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกา โดยอาจมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ จนอาจกลายเป็นการสร้างปมบาดหมางกันระหว่างพลเมืองของสองประเทศ ที่มีบริษัทข้ามชาติของสหรัฐมาประกอบธุรกิจและได้รับการอุดหนุนด้วยดีเสมอมากับพลเมืองของไทย  

ในพิธีครั้งนี้นอกเหนือจากการไหว้สักการะและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้นำภูมิภาค พร้อมกันนี้จะมีการหนังสือถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์           ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC) และท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วย  โดยเน้นให้มองลึกถึงมิตรภาพและการไม่เปิดตลาดโดยมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เนื้อหาให้จดหมายภาษาอังกฤษจะเป็นดังนี้ :

เรียน   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์
          ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)
          สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC)
ผ่าน    ท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

          เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ได้ติดตามความพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา และความพยายามช่วยเหลือการค้าเนื้อสุกรของเกษตรกรสหรัฐ โดยการเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) มาเป็นระยะหลายปี

          ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จักกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่มีผลผลิตสุกรท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศประมาณกว่าร้อยละ 5 ในแต่ละปี และไม่ปรากฏว่าขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากสุกรแต่ประการใดในทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรไทยและภาครัฐร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการเป็นอุตสาหกรรมเลี้ยงชีพของพลเมืองไทย โดยดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์ เพื่อเกษตรกรของประเทศและอาหารปลอดภัยของประชากรไทย

          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเป็นเสาหลักของการบูรณาการการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์โดยเป็นห่วงโซ่อุปทานของทั้งต้นน้ำและปลายน้ำตามลำดับ เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมสุกรและเนื้อสุกรของสหรัฐและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรมพืชอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ บริษัทเวชภัณฑ์สัตว์ และเป็นการสร้างผลบวกต่อดุลการค้าของประเทศ ซึ่งห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงสุกรของไทยก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมสุกรของโลก

          บริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการต้อนรับและสนับสนุนด้วยดีจากคนไทยซึ่งกว่าร้อยละ 25 เป็นประชากรจากภาคเกษตรกรรมที่รวมไปถึงประชากรที่อยู่ในภาคปศุสัตว์ เช่น อุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ฯลฯ

          ถ้ารัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อสภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐและผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ซึ่งมันจะเป็นภัยพิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยและกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนไทย จากการเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน กับ สหรัฐที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

          การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกแต่ไม่ใช่กระทำการในลักษณะทำลายล้างมนุษยชาติด้วยกัน เพราะว่าการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพพื้นฐานของมนุษยชาติ ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยว่ามนุษยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจระหว่างประเทศ

          ผู้เลี้ยงสุกรไทยขอแนะนำสหรัฐว่าควรหยุดเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรส่งออกมายังประเทศไทยที่มีผลผลิตมากอย่างท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่มีการคัดค้านต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรไทย ผู้เลี้ยงสุกรไทยใคร่ขอให้ตระหนักบนพื้นฐานของมิตรภาพระหว่างพลเมืองสหรัฐอเมริกากับพลเมืองของไทย

 

ข้อมูลจาก : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย