ข่าวแวดวงปศุสัตว์

วิกฤติโคโรนา-อหิวาต์แอฟริการะบาด ดันส่งออกไก่-หมูไทยพุ่ง 12 โรงงานแปรรูปไก่ลุ้นจีนไฟเขียวผ่านรับรองเพิ่ม ช่วยดันตัวเลขโตเท่าตัว ขณะกัมพูชาออร์เดอร์หมูเพิ่ม 6,500 ตัวต่อวัน ผู้เลี้ยงลงขัน 100 ล้าน ป้องกันโรคเต็มที่

คณะผู้บริหาร VICTAM Corporation และ VIV worldwide ประกาศการจัดงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia 2020 เป็นวันที่ 9-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

การตัดสินใจในครั้งนี้เป็นผลมาจากสถานการณ์ของ COVID-19 ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 39 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีนัยสำคัญว่า การประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ในหลากหลายภูมิภาคและระดับโลก และได้เพิ่มระดับการระบาดรุนแรงขั้นสูง ไปสู่ขั้นวิกฤต

VICTAM และ VIV ผลึกกำลังผลักดันงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia เปิดตัวงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ สุขภาพและโภชนาการสัตว์ครบวงจรครั้งแรกของเอเชีย 

            VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia 2020 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านอาหารสัตว์ สุขภาพและโภชนาการสัตว์ครบวงจรครั้งแรกของเอเชีย พร้อมเปิดปรากฎการณ์ความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่จากสองผู้จัดงานมืออาชีพ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24- 26 มีนาคม 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค พบกับผู้เข้าร่วมแสดงงานกว่า 400 ราย บนพื้นที่จัดแสดงงานกว่า 17,800 ตร.ม. พร้อมตอบโจทย์ผู้เข้าเยี่ยมชมงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ไปจนถึงเรื่องของสุขภาพสัตว์ และเวชภัณฑ์สัตว์ นอกจากนี้ ภายในงานยังนำเสนอหลากหลายงานประชุมและงานสัมมนาโดยวิทยากรชั้นนำจากนานาประเทศ ด้วยหัวข้องานสัมมนาที่หลากหลายและครอบคลุม เพื่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเทคโนโลยีผลิตอาหารสัตว์ สารอาหารและโภชนาการสัตว์ ตลอดจนสุขภาพสัตว์แบบเต็มอิ่ม

 

          สำหรับผู้เข้าชมงานจะได้เยี่ยมชมงานอย่างจุใจด้วยพื้นที่การจัดงาน 3 ฮอลล์แสดงสินค้า เพื่ออัปเดทและเจรจาธุรกิจในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยท่านจะได้พบปะกับผู้เชี่ยวชาญในวงการ กลุ่มผู้ซื้อรายสำคัญมากกว่า 9,000 ราย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเจ้าของกิจการ CEOs, นักพัฒนาสูตรอาหารสัตว์, ผู้จัดการโรงสี,นักโภชนาการ, ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ, สัตว์แพทย์, สถาบันการศึกษา, และอื่นๆอีกมากมาย 

         “ประเทศไทย เป็นหนึ่งในพื้นที่การจัดงานที่เราไว้วางใจและเชื่อมั่นในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานของภูมิภาคเอเชียมานานกว่า 30 ปี ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยมีตลาดการค้าที่มีศักยภาพในแง่ของการลงทุน ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายที่มีคุณภาพ” Sebas van den Ende, ผู้จัดการทั่วไปของ Victam International กล่าว งาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia 2020 ได้ถูกออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจสำคัญต่างๆ ในอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายทั้งตลาดในประเทศไทยและตลาดที่สำคัญทั่วโลก เรามีการสร้างแคมเปญ “Industry Leaders Program” ซึ่งเป็นแคมเปญที่จะคัดสรรกลุ่มผู้ซื้อรายสำคัญจากทั่วอุตสาหกรรมมากถึว 150 ราย โดยเรียนเชิญให้มาเป็นแขกคนพิเศษเพื่อมาเยี่ยมชมงานพร้อมด้วยสิทธิพิเศษต่างๆอีกมากมาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการภายในงาน” Heiko M. Stutzinger ผู้อำนวยการ VIV worldwide และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค กล่าวเสริม

 

คณะผู้จัดงานได้มีการประชาสัมพันธ์การจัดงานในครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจัดงานแถลงข่าวที่ประเทศพม่า ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา จนกระทั่งการมาถึงการจัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia 2020 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 มกราคม ที่โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ


          ภายในงานแถลงข่าว คุณ Sebas van den Ende และ คุณ Heiko M. Stutzinger ยังได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ รวมถึงเล่าถึงที่มาของความร่วมมือระหว่าง VICTAM และ VIV และสิ่งที่น่าสนใจภายในงาน รวมถึงมีการนำเสนอตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาจัดแสดงงานจากผู้เข้าร่วมแสดงงานบางส่วนด้วย 


          พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2563 ณ บริเวณ V-Square ใน ฮอลล์ 100-101 ที่ไบเทค ตั้งแต่เวลา 10.30 – 11.30 น. ซึ่ง V-Square จะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ใหม่ในปีนี้ บริเวณ V-Square เป็นเสมือนเวทีที่จัดสรรไว้เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในช่วงจัดงาน ไม่ว่าจะเป็น พิธีเปิดงาน งานเลี้ยงรับรอง และ เลานจ์สำหรับแขก VIP ทางผู้จัดงานได้ตั้งชื่อบริเวณนี้ว่า V-Square มาจากตัว V ของ VICTAM และ VIV พันธมิตรทั้ง 2 ของการจัดงานในครั้งนี้ 


          ในงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia มีการจัดประชุมและสัมมนาทางเทคนิคที่มีคุณภาพมากมายในด้านของเทคโนโลยีผลิตอาหารสัตว์ สารอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์  ตั้งแต่หัวข้อแนวโน้มและทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ ,ความยั่งยืนของอาหารสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงมุมมองเกี่ยวกับการทำงานและโภชนาการของโปรตีนจากแมลงและยาปฏิชีวนะทางเลือก นี่เป็นหัวข้อส่วนหนึ่งที่จะทำให้เห็นว่ามางานเดียว ท่านจะสามารถอัพเดทข่าวสารความรู้ใหม่ๆ ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมตลาดจนเทรนด์ใหม่อย่างแท้จริง ภายในงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia จะมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมมากมาย อาทิ Andritz, Biomin, Buhler, DSM, Famsun, Impextraco, Kemin, K-PRO, Trouw Nutrition, Van Aarsen 


          อนึ่งจากความสำเร็จของการร่วมมือกันจัดงานที่กรุงเทพแล้ว ทั้ง VICTAM และ VIV worldwide ยังสานต่อความร่วมมือยกระดับการจัดงานแสดงสินค้าครั้งสำคัญต่างทวีป โดยงาน VICTAM International exhibition และ VIV Europe 2022 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน 2565 ณ Jaarbeurs เมืองอูเทรคต์ (Utrecht) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ในงานแถลงข่าวที่กรุงเทพที่แรกของโลก


          คณะผู้จัดงานทั้ง VICTAM และ VIV พร้อมอย่างยิ่งที่จะต้อนรับผู้เข้าชมงานทุกท่าน ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 มีนาคม 2563  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของงานและผู้จัดงานแนะนำให้ท่านลงทะเบียนล่วงหน้าทางออนไลน์เพื่อรับบัตรเข้าชมงานได้อย่างรวดเร็วได้ที่เว็บไซต์ www.victamasia.com  และ www.vivhealthandnutrition.nl

 

 

 

 

แหล่งที่มา : คมชัดลึก

 

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือการค้าเพื่อส่งออกโคเนื้อไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายอำพันธุ์   เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นายสมชาย ดวงเจริญ ผู้ประกอบการบริษัท LS trading export import Co Ltd ฝ่ายลาว และนายหยางเจียง ผู้จัดการบริษัท LS chengkang ฝ่ายจีน  ณ ห้องประชุม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การหารือกันในวันนี้ ทั้ง 3 ฝ่าย ต่างมีความยินดีในการค้าโคเนื้อร่วมกัน

 

             อย่างไรก็ตามไทยกับจีนยังไม่สามารถเจรจาการค้าได้โดยตรง จึงใช้บริษัทของลาว ซึ่งเป็นบริษัทลูกจากจีนเป็นตัวกลางในการส่งต่อโคเนื้อของไทย พร้อมกันนี้ จีนได้กำหนดคุณสมบัติของโคที่จะรับซื้อดังนี้

  1. จะต้องเป็นลูกผสมอเมริกันบราห์มัน หรือลูกผสมยุโรปทุกสายพันธุ์ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 350 – 400 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่งออก วันละ 2,000 ตัว โดยลาวจะนำโคจากไทยไปเลี้ยงต่ออีก 45 วัน ที่คอกโคขุนเพื่อเตรียมน้ำหนักของโค จากนั้นเข้าคอกกักกันโรคอีก 30 วัน รวม 75 วัน จึงจะสามารถส่งข้ามไปจีนได้
  2. กรมปศุสัตว์มีหน้าที่ตรวจสารเร่งเนื้อแดง และ โคต้องไม่มีรอยโรคปากและเท้าเปื่อย
  3. สัตวแพทย์ สปป.ลาว จะเดินทางมาตรวจคอกกักสัตว์ที่ไทยก่อนมีการส่งออก
  4. ให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมไทย ลาว เพื่อดำเนินการต่อไป

 

        “สำหรับบทบาทหน้าที่ของไทย จะวางแผนเตรียมการในกระบวนการผลิต การรวมกลุ่มเกษตรกร หาพื้นที่เพื่อวางฐานการผลิต ซึ่งขณะนี้ได้มีนโยบายที่จะให้มีคอกขุนกลาง เลี้ยงโคจำนวน 1,000 ตัวในพื้นที่เป้าหมายแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นทั้งคอกขุนในช่วงที่ต้องเพิ่มน้ำหนักโคให้ได้ตามคุณสมบัติที่จีนกำหนด ขณะเดียวกันต้องเป็นคอกมาตรฐานกักกันโรค และได้มารตฐานฟาร์มโคเนื้อเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศอีกด้วย” นายประภัตร กล่าว

 

 

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

          เว็บไซต์คมชัดลึก

     นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายมาตรการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever) ของประเทศไทยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบันได้มีการระบาดใน 18 ประเทศ หลายภูมิภาคทั่วโลก สำหรับทวีปเอเชียพบการระบาดครั้งแรกที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมามีรายงานการระบาดที่ประเทศมองโกเลีย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งสถานการณ์การระบาดของโรคในแต่ละประเทศยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้าสู่ประเทศมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว การค้าขาย การขนส่งสินค้า ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่มีข้อจำกัดด้านชายแดนที่มีระยะทางยาว เป็นต้น รวมถึงความต้องการสุกรและผลิตภัณฑ์สูงขึ้น ส่งผลให้มีการลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์สุกรโดยนักท่องเที่ยวตามแนวชายแดน

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ภาพจาก : http://aqi.dld.go.th/webnew/index.php/en/service-menu/stat-report/19-news-cat/royal-cat/118-african-swinefever

 


     อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ได้เข้มงวดจับกุมการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ซากสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรที่นักท่องเที่ยวนำมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2561 จนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2562 ได้มีการตรวจยึดการลักลอบเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากสุกร 344 ครั้ง และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการปนเปื้อนสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร 59 ตัวอย่าง

     นายลักษณ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้างการบริหารจัดการและขับเคลื่อนมาตรการ โดยจัดให้มีคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุมและกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแห่งชาติ ประกอบด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ และภาคเอกชน และ 2) แผนการดำเนินงานและแผนใช้จ่ายงบประมาณในการดำเนินงาน โดยแผนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนเผชิญเหตุการระบาด ระยะเผชิญเหตุการระบาด และระยะภายหลังเผชิญเหตุการระบาด ซึ่งมีแผนใช้จ่ายงบประมาณในปี 2562 - 2554 ในการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 148,542,900 บาท

    นอกจากนี้ การดำเนินการตามแผนเตรียมความพร้อมดังกล่าว ยังแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน โดยจะดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค และระยะยาว โดยจะยกระดับมาตรการการควบคุมป้องกันโรคให้มีมาตรฐานสากล โดยจัดสร้างโรงทำลายซากสัตว์ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีความคงทนในสภาพแวดล้อมสูง อีกทั้งหากทำลายโดยการฝังจะต้องใช้พื้นที่จำนวนมากและการดำเนินการทำลายเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีโอกาสที่เชื้อจะตกค้างและแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม หรือหากทำลายโดยวิธีการเผาจะก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีวิธีการกำจัดซากที่ติดเชื้ออย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว อีกทั้งหากกรณีไม่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ยังสามารถใช้ในการกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อของโรคระบาดอื่น ๆ ได้อีกด้วย จึงถือเป็นมาตรการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืน

"ขอยืนยันว่า ยังไม่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโรคดังกล่าวจะไม่ติดต่อสู่คน แต่โรคนี้มีความรุนแรงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มีการประกาศเขตเฝ้าระวังในพื้นที่เขตจังหวัดชายแดนทั้งหมด 16 จังหวัดทั่วประเทศ และแผนการดำเนินการป้องกันโรคดังกล่าว ยังได้นำสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถสกัดกั้นโรคนี้ไม่ให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้" นายลักษณ์ กล่าว

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq03/2980212

 

 

pic01

         

        ครม. เห็นชอบแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของประเทศไทยเป็นวาระแห่งชาติตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอแล้ว ล่าสุดระบาดจากจีน สู่เวียดนาม เข้ากัมพูชา โรคนี้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสุกร หากติดเชื้อไวรัสพาหะ อัตราการตายของสุกรเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องเตรียมพร้อมเต็มที่ป้องกันความเสียหายต่อเกษตรกรที่เลี้ยงสุกร รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท

        นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้นำเสนอให้ครม. พิจารณาเรื่องดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) แพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน พบการระบาดใน 17 ประเทศได้แก่ ทวีปยุโรป 10 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 4 ประเทศ โดยในทวีปเอเซียมีรายงานการระบาดครั้งแรกที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 61 ต่อมาพบที่ประเทศมองโกเลีย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ล่าสุดพบในราชอาณาจักรกัมพูชาแล้ว มีรายงานการทำลายสุกรในจีน 950,000 ตัว มองโกเลีย 2,992 ตัว เวียดนาม 46,600 ตัว ส่วนที่กัมพูชาเพิ่งพบการติดเชื้อ ประมาณการความเสียหายเบื้องต้นมูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท

       ครม. อนุมัติแผนใช้จ่ายงบประมาณในการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรควงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 148,542,900 บาท โดยปีงบประมาณ 62 เป็นเงิน 53,604,900 บาท ใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในปีงบประมาณ 63 เป็นเงิน 52,419,000 บาท และปีงบประมาณ 64 เป็นเงิน 42,519,000 บาท โดยดำเนินการระยะเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค สำหรับระยะยาวให้ยกระดับมาตรการการควบคุมป้องกันโรคให้มีมาตรฐานสากล โดยจัดสร้างโรงทำลายซากสัตว์ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อ ASF คงทนในสภาพแวดล้อมสูง อีกทั้งหากทำลายโดยการฝังจะต้องใช้พื้นที่จำนวนมากและการดำเนินการทำลายเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีโอกาสที่เชื้อจะตกค้างและแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม หรือหากทำลายโดยวิธีการเผาจะก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีวิธีการกำจัดซากที่ติดเชื้ออย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้างต้น

 

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >> http://www.dld.go.th/th/index.php/th/newsflash/341-news-hotissue/19051-hotissue-25620409-1 

แหล่งที่มา : เว็บไซต์กรมปศุสัตว์

การประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 2/2562

    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ทางสมาคมสัตวบาลฯได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 2/2562 ซึ่งได้จัดประชุมสัญจร ณ กลุ่มบริษัท อินเทคค์ ฟีด จำกัด ถ.พระราม ๒ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ที่ผ่านมา มีการเยี่ยมชมโรงงานของกลุ่มบริษัท อินเทคค์ ฟีด จำกัด ในช่วงเช้า และในช่วงบ่ายเป็นการประชุมคณะกรรมการสมาคมซึ่งในการประชุมมีวาระการประชุมที่สำคัญอยู่หลายวาระ และเมื่อเสร็จกิจจกรรมในช่วงบ่าย คุณชยานนท์  กฤตยาเชวง นายกสมาคมสัตวบาลฯ ได้มอบกระเช้าผลไม้และของที่ระลึกแก่ ดร.วิบูลย์ ลาภจตุพร เพื่อเป็นการขอบคุณที่ได้ให้ทางสมาคมสัตวบาลฯได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมโรงงานของท่านในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา   

 

                     

                         

                                                                          

งานสัมมนาวิชาการ ASF: หายนะหมูอาเซียนของวงการหมูอาเซียน  

 

1.jpg

 

                               

                                

 

เรื่องที่น่าสนใจ 4 วิทยากรจากการสัมมนาวันที่ 13 มีนาคม 2562

ASF : The Disruption of ASEAN Pig Industry

Vincent Ter  Beek  : เน้นย้ำประเด็นเรื่อง Early Detection, Compensation และ Transparency สถานการณ์ของโรคทวีปยุโรปพบการเกิดโรคครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2007 รวม 16 ประเทศ ซึ่งมี 9 ประเทศอยู่ในสหภาพยุโรป (EU)

  • 4 ประเทศ พบเฉพาะหมู่ป่า รวมทั้งประเทศ Czech Belgium โดย Belgium ยังคงสามารถส่งออกเนื้อสุกรไปยังกลุ่ม EU ได้ แต่ในประเทศในกลุ่มเอเชียห้ามนำเข้าประกอบด้วย จีน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลีใต้
  • 5 ประเทศ พบเฉพาะหมูบ้าน Back yard ซึ่งการควบคุมโรคยังไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดการแพร่ระบาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยจาก Romania ได้ระบาดไปยัง Bulgaria, Hungary และ Moldova  ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรในภาพรวมของทั้ง 4 ประเทศ
  • สภาพข้อเท็จจริงที่เกิดในยุโรปสรุปได้ว่าบทบาทของคนเป็นปัจจัยหลักทั้งการระบาด และการควบคุม

สถานการณ์ของโรคในทวีปเอเชียโดยทั่วไปทุกประเทศกลัว ASF มาก โดยการติดเชื้อเกิดขึ้นในฟาร์มหลังบ้าน กับ ฟาร์มรายย่อย ตั้งแต่ปี 2561 มี 3 ประเทศในเอเชียที่มีการระบาด

                              1) จีน

                              2) มองโกเลีย

                              3) เวียดนาม

                   มีการระบาดที่ไม่มีการรายงานจำนวนมาก มีเกษตรกรจำนวนมากขาดความรู้ทั้งระบบ Biosecurity และการปฏิบัติหลังพบการระบาด มีการบริหารจัดการที่หละหลวมส่งผลให้มีการกระจายสู่ภายนอก การระบาดที่ประเทศจีนยังถือว่าควบคุมไม่ได้ เป็นลักษณะเดียวกับที่เกิดในเวียดนาม

  • ประเทศจีนตั้งแต่พบการเกิดโรคในเดือนสิงหาคม 2018 ถึง 13 มีนาคม 2019 มีการระบาด 116 ครั้ง ติดเชื้อ 480,000 ตัว คัดแยกเฝ้าระวังและทำลายรวม 950,000 คน คิดเป็น 0.22% ของสุกรทั้งประเทศ 441,000,000 ตัว ปัญหาที่พบ คือ การทำลายซากสุกรที่ไม่มีประสิทธิภาพ เกษตรกรไม่แจ้งโรคตามความเป็นจริง เนื่องจากไม่มีเงินชดเชย เกษตรกรยังไม่มีความรู้ที่เพียงพอ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ปัจจัยด้านราคาที่จูงใจให้ขายหมูไปยังที่อื่นที่ราคาสูงกว่า และการสื่อสารที่สับสนเนื่องจากประชาชนรู้ว่าสามารถบริโภคเนื้อสุกรที่เป็นโรคได้จึงมีการจำหน่ายอย่างกว้างขวางไร้การควบคุม
  • ประเทศมองโกเลียเริ่มพบการระบาดตั้งแต่เดือนมกราคม 2019 ถึง 13 มีนาคม 2019 มีการระบาด 11 ครั้ง ใน 6 จังหวัด มีการทำลายสุกรจำนวนทั้งสิ้น 2,500 ตัว จากจำนวนรวม 32,000 ตัว
  • ประเทศเวียดนาม เริ่มพบการระบาดตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2019 ถึง 13 มีนาคม 2019 มีการระบาด 79 ครั้ง ใน 10 จังหวัด มีการทำลายสุกรทั้งสิ้น 6,770 ตัวจากทั้งหมด 27,000,000 ตัว
  • ความเสี่ยงการระบาดไปประเทศเพื่อนบ้านจากยูนนาน ไปเมียนม่าร์ มีระยะทาง 19 กิโลเมตร จากตอนกลางของประเทศจีนไปยังตะวันตกเฉียงเหนือของ สปป.ลาว มีระยะทาง 95 กิโลเมตร จากเวียดนามไปยังลาวมีระยะทาง 48 กิโลเมตร และจากเวียดนามไปยังประเทศไทยบริเวณจังหวัดบึงกาฬมีระยะทาง 245 กิโลเมตร
  • สรุปภาพรวมปัญหาของการระบาดในอาเซียนคือ พบการระบาดส่วนมากในฟาร์ม Back yard ยังไม่มีการแจ้งโรคเป็นจำนวนมาก การขาดความรู้ของเกษตรกร และ การจัดการ ควบคุมการแพร่ระบาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ

Vincent Ter Beek ฝากให้ไปพิจารณากันต่อ

ASF จะเป็นโรคระบาดที่กระจายวงกว้างขึ้นในเอเชีย เป็นไวรัสที่สร้างทั้งความเจ็บป่วยและเจ็บปวดมากทัศนคติและพฤติกรรมของมนุษย์เป็นบทบาทหลักและมีผลมากในแง่ของการควบคุมและการกระจายตัวของการระบาด

  • Key Words สำหรับการต่อสู้กับ ASF: ความโปร่งใส ค­วามสุจริตจริงใจ การสื่อสาร การตื่นตัว และ ความร่วมมือ
  • ประเทศไทยจะต้องมีการเตรียมตัวที่พร้อมที่สุด
  • ถ้ามีสถานการณ์การระบาดเกิดขึ้น (โดย Vincent Ter Beek มองว่าประเทศไทยจะมีการระบาดแน่นอน) จะมีทั้งผู้ชนะ และ ผู้แพ้ ....แต่ประเทศไทยเสียหายใหญ่หลวง

 

Dr.Nadezhda Konovalova

  • การระบาดพบใน domestic pigs
  • Stamping out policy ประมาณค่าใช้จ่ายในการทำลายสุกรขุน 20,000 ตัวประมาณ 2.7 ล้านดอลลาร์

รายย่อย-รายกลาง

  • การทำลายสุกรจะใช้วิธีการฉีดยา (poison injection)
  • ฟาร์มรายย่อยใช้ฝังทำลายซาก รายกลางรายใหญ่ใช้วิธีเผาไฟ ทำลายซาก (burn pit)
  • การฆ่าเชื้อยานพาหนะในบริเวณจุดฝังหรือเผาทำลายซาก
  • กำหนดเขตโรคระบาด ให้ความรู้แก่ประชาชน เกษตรกรในบริเวณเขตโรคระบาด
  • รัฐบาลดำเนินการทำลาย และขุดหลุมฝังโดยมีการโรยปูนขาวในอัตราส่วน 10 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร (มีการเปิดผ่าท้องสุกรในหลุมเพื่อป้องกันการระเบิดเนื่องจากแก๊สในตัวสัตว์)
  • รัฐบาลทำลายเชื้อโรคที่คอกเลี้ยงสุกรของเกษตรกรภายหลังกำจัดหมูทั้งหมด
  • การกำจัด manure ในฟาร์มที่เกิดโรค การขนย้ายดินจากฟาร์มที่เป็นโรคออกไปทำลาย หลังจากนั้นใช้ calcium hypochlorite 2 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร และใช้น้ำ 10 ลิตรต่อ 1 ตารางเมตร พ่นบริเวณที่โรยปูนขาว
  • การพ่นยาฆ่าเชื้อทุกวันในถนนที่ใช้สัญจรในบริเวณเขตโรคระบาดในอัตราส่วน calcium hypochlorite 1 ลิตร ต่อ 1 ตารางเมตร
  • การเผาทำลายฟาร์มที่เป็นโรค (รายย่อย)
  • การทำลายเชื้อโรคในคอกสุกรด้วย calcium hypochlorite และในบริเวณ manure lagoon (10 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร)
  • การพ่นทำลายเชื้อโรคที่จุดผ่านแดนระหว่างประเทศ
  • การควบคุมที่สนามบิน

รายใหญ่

  • รายงานพบโรคภายใน 24 ชั่วโมง
  • Early detection
  • หยุดเคลื่อนย้ายสุกรทุกตัวในฟาร์ม รวมทั้งคนงานด้วย
  • ส่งตัวอย่างตรวจ PCR ใช้เวลาตรวจเบื้องต้น 6-10 ชั่วโมง โดยตรวจยืนยันที่ห้องปฏิบัติการของชาติ (Pokrov national lab)
  • การปฏิบัติตามแผนการทำลายสัตว์
  • จัดเตรียมสถานที่เผาทำลายขนาด 230 x 6 เมตร อีก 6 เมตร
  • การทำลายเชื้อโรคในโรงเรือนใช้ผลิตภัณฑ์ DuPont Virkon S Tablets ดูปองท์
  • ทำลายเชื้อด้วยปูนขาวบริเวณถนนที่ใช้ขนส่งหมูไปทำลายและบริเวณที่ทำลายซาก

สรุปมาตรการขั้นตอนหลักทำลายสัตว์ (stamping out)

  • ลงพื้นที่กระจายการตรวจภายใน 48 ชั่วโมง หลังมีรายงานระบาดในพื้นที่
  • เมื่อตรวจพบโรคห้ามเคลื่อนย้าย 30 วัน
  • ระยะพักเล้า 8 เดือน จึงทำการทดสอบทางชีวภาพ (Bioassay / Biological test) 2 ครั้ง ก่อนการฆ่าเชื้อครั้งสุดท้าย
  • ใช้ sentinel 40 วัน

 

Dr.Roman Navratil, DVN Czech Republic

การจัดการด้านสัตว์ของประเทศของ Czech Republic

  •  จะมีกฎหมายของกระทรวงเกษตร Veterinary Act No.166/1999(2542) โดยเน้นการปกป้องผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ที่จะเป็นผลอันตรายกับสุขภาพของคน กำกับดูแลสุขภาพสัตว์ สัตวแพทย์ ดูแลสวัสดิภาพและคุ้มครองสัตว์
  • มีการระบาดเฉพาะหมูป่า ทำแนวรั้วรอบในของพื้นที่ระบาด และพื้นที่การกำจัดหมูป่าในเขตวงนอกที่ขยายออก

มาตรการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพฟาร์มรายย่อยและฟาร์มหลังบ้าน ที่ไม่เป็นเชิงพาณิชย์ของ Czech Republic

  • ห้ามนำอาหารเหลือจากครัวสาธารณะทั่วไป และ เศษอาหารจากครัวเรือน และผลพลอยได้จากสัตว์ ตามข้อกำหนด EU regulation (EU) No. 1069/2009.
  • ห้ามมีการสัมผัสระหว่างหมูเลี้ยงกับหมูป่า รวมไปถึงชิ้นส่วนต่างๆ ของหมูป่า
  • เปลี่ยนรองเท้า เสื้อผ้า ทั้งการเข้าและออกจากฟาร์ม
  • ห้ามคนเข้าไปสัมผัสหมู รวมถึงหมูป่าที่ถูกล่า ระหว่าง 48 ชั่วโมงหลังมีการระบาด
  • โรงฆ่าในเขตการระบาดจะได้รับแจ้งล่วงหน้า 3 วัน ให้อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานรัฐด้านสัตว์แพทย์
  • การเคลื่อนย้ายสุกรในโซนการระบาดจะต้องได้รับการอนุมัติก่อน

มาตรการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพฟาร์มเชิงพาณิชย์ของ Czech Republic

  • ใช้ข้อกำหนดแบบเดียวกับฟาร์มฟาร์มรายย่อยและฟาร์มหลังบ้าน โดยเพิ่มเติม
  • จัดทำรั้วป้องกันการเข้ามาจากสัตว์ภายนอก
  • ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ
  • ปฏิบัติตามระเบียบทางสัตวบาลอย่างเคร่งครัด การขนส่งเคลื่อนย้ายสุกรชุดใหม่เข้าเลี้ยงในฟาร์ม
  • ให้กำหนดรายละเอียดให้ผู้ปฏิบัติ ดำเนินการในการฆ่าเชื้อยานพาหนะ การจัดการสิ่งปนเปื้อนและข้อปฏิบัติสุขอนามัยบุคลากรเข้าออกฟาร์ม
  • ห้ามนำเนื้อสุกร และอาหารที่มีเนื้อสุกรเป็นส่วนประกอบจากภายนอกเข้ามาในฟาร์ม
  • เก็บบันทึกข้อมูลบุคลากรเข้าออกโรงเรือนสุกร
  • จัดโปรแกรมอบรมบุคลากรในฟาร์ม และอบรมซ้ำเพื่อย้ำความเข้าใจของการปฏิบัติ

ความสำเร็จของ Czech Republic

  •  มีโปรแกรมการตรวจตรา ASF สม่ำเสมอ
  • ความร่วมจากทุกฝ่าย ตำรวจ ทหาร
  • มีการจำลองสถานการณ์การติดเชื้อและระบาด
  • การให้ความร่วมมือระดับเทศบาลท้องถิ่น เอกชนชมรมการล่าสัตว์
  • การกระจายอำนาจ กฎหมายเข้มงวด กำหนดบทลงโทษสูง

 

ผศ.น.สพ.คัมภีร์ กอธีระกุล

  • หลังการระบาดใหญ่ของ PRRS ในปี  2549 โครงสร้างฟาร์มสุกรในจีนเปลี่ยนไป มีฟาร์มขนาดใหญ่มากขึ้นในรูปของบริษัท
  • จากปี 2556 มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบฟาร์มเป็นรูปแบบในลักษณะเดียวกับสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ฟาร์มขนาดใหญ่รูปบริษัทเพิ่มขึ้น มีการลงทุนฟาร์มครบวงจรและหน้าร้านจำหน่ายเนื้อสุกรมากขึ้น
  • ปัจจัยที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างรุนแรงในประเทศจีน

            -   ส่วนหนึ่งจากคุณสมบัติของเชื้อ การกระจายในส่วนของเลือด

           -    อุปนิสัย พฤติกรรมและวัฒนธรรม ในการบริโภคหมู

           -    การขนส่งที่รวดเร็ว ราคาถูก

           -   การบริโภคหมูจำนวนมหาศาลภายในประเทศ

  • Epidemiology cycle of AFS

              -  Sylvatic cycle : หมูป่า-เห็บอ่อน

              -  Tick-pig cycle : เห็บอ่อน-หมูบ้าน

              -  Domestic cycle : หมูบ้าน-ผลิตภัณฑ์

              -  Wild boar-habitat cycle : ผลิตภัณฑ์-หมูป่า-สิ่งแวดล้อม

  • ต้องเพิ่มการปฏิบัติตามหลัก Biosecurity อย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมาการมีวัคซีนในโรคอื่นๆ ทำให้เกิดการหละหลวมในระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ส่งผลกระทบกับการระบาดของ ASF
  • การปรับปรุงประตูทางเข้าฟาร์ม ทำพื้นคอนกรีตโดยรอบสำหรับพื้นที่ เอนกประสงค์หน้าฟาร์มโดยต้องไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้าสู่ฟาร์ม
  • บริเวณทางเข้าประตูฟาร์ม พื้นที่ฟาร์มทำเป็นพื้นซีเมนต์
  • ให้เปลี่ยนรองเท้าที่จุดผ่านพร้อมสเปย์ยาฆ่าเชื้อ
  • จุดขายเป็นจุดหลักที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ห่างตัวฟาร์ม ไม่ให้น้ำชะล้างไหลกลับสูฟาร์ม
  • ทำความสะอาดชุดฟอร์ม รองเท้าทุกวัน โดยรองเท้าต้องเพิ่มความถี่ในการล้างฆ่าเชื้อ
  •  เนื้อหมู ผลิตภัณฑ์หมู ห้ามเข้าฟาร์มเด็ดขาด
  • พื้นที่โซนเลี้ยงปรับสถานะความปลอดภัยสูงสุดจากเชื้อโรค ห้ามบุคคลภายนอกเด็ดขาด เข้มงวดห่วงโซ่อาหาร

เชื้อคงทนสูง อยู่ในเลือดปริมาณมาก แพร่โรคต่อได้อย่างคิดไม่ถึงSource of transmission; carcass, dead pig, blood, offal, body fluid

     -  ไม่มีวัคซีนใช้ หมูเราจะมีความคุ้มโรคเป็นศูนย์ ต้องไม่ให้เชื้อ ติดเข้ามาในฟาร์มป้องกันสถานเดียว ทอนเชื้อให้ลดลง ผ่านหลายด่านจนเชื้อหมดก่อนถึงตัวหมู

     -  ทำค่ายกล ฝึกฝนจนใช้คล่อง เข้าใจลึกซึ่งว่าเชื้อจะเข้าอย่างไร จะเข้าทางช่องไหน อุดรูรั่ว อุดช่องว่างให้หมด

     -  จุดสำคัญที่ต้องย้ำ เสี่ยงมากๆ และเชื้อเข้าหลักช่องทางนี้ คือ

              ก.เล้าขาย(หรือการจับหมูขายขึ้นรถจับหมู)

              ข.ประตูฟาร์ม คน-รถ-อุปกรณ์-อาหาร ขนเข้าออก

              ค.การเชื่อมต่อ ระหว่างโซนเลี้ยงหมูกับโซนออฟฟิศ

       

           

 

 อ่านเพิ่มเติมได้ที่  >>    https://www.swinethailand.com/17082528/สรุปเรื่องที่น่าสนใจ-4-วิทยากรจากการสัมมนาวันที่-13-มีนาคม-2562-asf-the-disruption-of-asean-pig-industry

แหล่งที่มา : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ >> https://www.swinethailand.com/ 

 

 

 โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever)

 

ภาพจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

           โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) เป็นโรคระบาดในสุกรที่มีความรุนแรง และก่อให้เกิดความสูญเสียต่อสุกรทุกกลุ่มอายุ เป็นโรคสัตว์แปลกถิ่นเนื่องจากไม่พบการระบาด ของโรคนี้ในประเทศไทย หากมีการระบาดเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร เป็นอย่างมากเพราะในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ใช้ในการป้องกันโรค หลังจากมีรายงานการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรค ดังกล่าว เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ภายในภูมิภาค รวมถึงมีโอกาสที่เชื้อจะปนเปื้อน กับคนและอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสุกรที่ไม่ผ่านการปรุงสุกเพื่อการบริโภค อีกทั้งมีความเสี่ยงจากคน เช่น สัตวแพทย์ นักวิชาการ ผู้ที่ไปศึกษาดูงานหรือทำงานในฟาร์มสุกรในประเทศที่มีการระบาดหรือมีความเสียงสูงที่จะมีการระบาดของ ASF ซึ่งหากเชื้อโรคดังกล่าวมีการแพร่ระบาดเข้ามาภายในประเทศ จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการผลิตสุกรอย่างสูง นั้น 

           ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และสร้างความเสียหายจากโรคดังกล่าว จึงมีการเตรียมแผนการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และเเนวเวชปฏิบัติของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร รายละเอียดดังนี้

          1. หากมีการเดินทางกลับจากประเทศที่พบการระบาดหรือประเทศที่มีความเสี่ยงของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ให้มีการพักร้อนอย่างน้อย 5 วันก่อนเข้าฟาร์ม

          2. ปฏิบัติตามการป้องกันโรคด้านความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มอย่างเข้มงวด

          3. หากพบสุกรมีอาการสงสัยตามนิยามของโรคในฟาร์ม ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>   http://www.dld.go.th/th/images/stories/hotissue/asf/ContingencyPlanAndCPG.pdf

 

แหล่งที่มา : สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์

 

 

งาน VIV Asia 2019 


พิธีเปิด งาน VIV ASIA 2019

           VIV Asia สุดยอดงานแสดงเทคโนโลยีและสัมมนาสำหรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์น้ำ อันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย ดำเนินการจัดงานมาถึงครั้งที่ 16 แล้วนับตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา โดยเป็นงานจัดแสดงสินค้าที่ครอบคลุมหลากหลายสปีชีย์ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี อีกทั้งเป็นงานจัดแสดงสินค้านานาชาติอันดับหนึ่งของเอเชียนับตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์จนถึงผลิตภัณฑ์อาหาร   VIV Asia 2017ได้ก้าวเข้าสู่แพลตฟอร์มระดับโลกโดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมจัดแสดงจากนานาชาติมากถึง 1,057 รายและมีผู้เข้าชมงานสูงถึง 45,952 คนจาก 127 ประเทศ โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2560 และมีผู้เข้าชมงานจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 27,758 คน ซึ่งเพิ่มจากปี 2558 จำนวน  21,723 คน

สำหรับปี 2562 นี้ จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจัดแสดงงานจะมากกว่า 1,250 ราย เต็มพื้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยมีผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆที่เกี่ยวกับ การผลิตเนื้อหมู ผลิตภัณฑ์จากนม สัตว์ปีก เนื้อวัว และผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ ตลอดงานจะมีพาวิลเลี่ยนพิเศษเฉพาะกลุ่มุธุรกิจ เช่น สัตว์น้ำ เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์นม สุขภาพปศุสัตว์และอาหาร และวิศวกรรมอาหาร ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อาหารทั้งหมด วิศวกรรมอาหาร เป็นโซนธุรกิจใหม่ทีถูกเน้นย้ำอย่างมากในปีนี้ เพราะเป็นขั้นตอนที่มีการเกี่ยวข้องกับกระบวนการการแปรรูปสัตว์ปีก ไข่ เนื้อแดง ปลา และผลิตภัณฑ์จากนม นับเป็นจุดเด่นของงาน  VIV Asia 2019 งาน VIV Asia ครั้งนี้จัดแสดงขึ้นที่กรุงเทพ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2562 

           และพิธีเปิดงานในครั้งนี้ คุณชยานนท์  กฤตยาเชวง นายกสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์  ได้ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดงาน VIV Asia 2019 ด้วย

 

 

แหล่งที่มา : https://www.facebook.com/vivasiapage

หมวดหมู่รอง

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

 

 

ผู้เลี้ยง 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา

8 พฤษภาคม 2561 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ - ผู้เลี้ยงสุกรทั่วไทย 6 ภาคเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรั๊มป์ ขอให้ระงับการกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรจากสหรัฐเพื่อรักษามิตรภาพที่ดีระหว่างพลเมืองของไทยและสหรัฐอเมริกา เพราะปี 2561 ครบรอบการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตครบ 200 ปี หลังเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 พิธีไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไทย โดยใช้หัวหมูรวมจำนวน 4,247 หัว จะเป็นหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของวงการสุกรไทย ที่มีพัฒนาการการเลี้ยงสู่ระดับโลก แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่จะต้องช่วยกันนำพากันสู่อาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน ให้เป็นมรดกการทำกินตกทอดต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน นอกเหนือจากการสร้างอาหารปลอดภัยให้ประชากรของชาติ

ความพยายามเปิดตลาดเนื้อสุกรสู่ประเทศไทยที่มีมากอย่างยาวนานของสหรัฐอเมริกา โดยอาจมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ จนอาจกลายเป็นการสร้างปมบาดหมางกันระหว่างพลเมืองของสองประเทศ ที่มีบริษัทข้ามชาติของสหรัฐมาประกอบธุรกิจและได้รับการอุดหนุนด้วยดีเสมอมากับพลเมืองของไทย  

ในพิธีครั้งนี้นอกเหนือจากการไหว้สักการะและยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านผู้นำภูมิภาค พร้อมกันนี้จะมีการหนังสือถึง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์           ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC) และท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วย  โดยเน้นให้มองลึกถึงมิตรภาพและการไม่เปิดตลาดโดยมองข้ามความสัมพันธ์ที่ดีของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เนื้อหาให้จดหมายภาษาอังกฤษจะเป็นดังนี้ :

เรียน   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรั๊มป์
          ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR)
          สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติสหรัฐ(NPPC)
ผ่าน    ท่านเอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

          เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทย ได้ติดตามความพยายามแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา และความพยายามช่วยเหลือการค้าเนื้อสุกรของเกษตรกรสหรัฐ โดยการเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) มาเป็นระยะหลายปี

          ข้าพเจ้าขอแนะนำให้รู้จักกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยที่มีผลผลิตสุกรท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศประมาณกว่าร้อยละ 5 ในแต่ละปี และไม่ปรากฏว่าขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากสุกรแต่ประการใดในทุกๆ ปี หลายสิบปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรไทยและภาครัฐร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสุกรเพื่อการเป็นอุตสาหกรรมเลี้ยงชีพของพลเมืองไทย โดยดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์ เพื่อเกษตรกรของประเทศและอาหารปลอดภัยของประชากรไทย

          อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเป็นเสาหลักของการบูรณาการการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารมนุษย์โดยเป็นห่วงโซ่อุปทานของทั้งต้นน้ำและปลายน้ำตามลำดับ เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมสุกรและเนื้อสุกรของสหรัฐและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรมพืชอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ บริษัทเวชภัณฑ์สัตว์ และเป็นการสร้างผลบวกต่อดุลการค้าของประเทศ ซึ่งห่วงโซ่อุปทานการเลี้ยงสุกรของไทยก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับอุตสาหกรรมสุกรของโลก

          บริษัทข้ามชาติสัญชาติอเมริกันจำนวนมากเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการต้อนรับและสนับสนุนด้วยดีจากคนไทยซึ่งกว่าร้อยละ 25 เป็นประชากรจากภาคเกษตรกรรมที่รวมไปถึงประชากรที่อยู่ในภาคปศุสัตว์ เช่น อุตสาหกรรมสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ฯลฯ

          ถ้ารัฐบาลสหรัฐยังคงกดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อสภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐและผู้เลี้ยงสุกรสหรัฐ ซึ่งมันจะเป็นภัยพิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยและกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรพืชอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนไทย จากการเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน กับ สหรัฐที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก

          การแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจำเป็นที่จะต้องขยายการส่งออกแต่ไม่ใช่กระทำการในลักษณะทำลายล้างมนุษยชาติด้วยกัน เพราะว่าการเกษตรเป็นการเลี้ยงชีพพื้นฐานของมนุษยชาติ ฝากให้ท่านพิจารณาด้วยว่ามนุษยธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจระหว่างประเทศ

          ผู้เลี้ยงสุกรไทยขอแนะนำสหรัฐว่าควรหยุดเจรจากดดันรัฐบาลไทยให้เปิดตลาดเนื้อสุกรส่งออกมายังประเทศไทยที่มีผลผลิตมากอย่างท่วมท้นเกินกว่าความต้องการการบริโภคภายในประเทศ ในขณะที่มีการคัดค้านต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงสุกรไทย ผู้เลี้ยงสุกรไทยใคร่ขอให้ตระหนักบนพื้นฐานของมิตรภาพระหว่างพลเมืองสหรัฐอเมริกากับพลเมืองของไทย

 

ข้อมูลจาก : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย